วิธีแก้ขี้เกียจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขี้เกียจไปหมด หมดไฟ หมดแรง วิธีเอาชนะความขี้เกียจ เพื่อให้ชีวิตและงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีแก้ขี้เกียจ

วิธีแก้ขี้เกียจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขี้เกียจไปหมด หมดไฟ หมดแรง วิธีเอาชนะความขี้เกียจ เพื่อให้ชีวิตและงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีแก้ขี้เกียจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขี้เกียจไปหมด หมดไฟ หมดแรง วิธีเอาชนะความขี้เกียจ เพื่อให้ชีวิตและงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเชื่อว่า หลาย ๆ คนตอนนี้ น่าจะอยู่ในช่วง Work from home ซึ่งในบางบริษัท อาจจะใช้วิธีสลับทีมทำงานก็ได้ แต่อุปสรรคสำคัญ อย่างหนึ่งของคนที่ WFH คือ ความขี้เกียจ ฟังแล้วอาจจะดูเป็นคำที่รุนแรง แต่อยากให้เปิดใจยอมรับ ว่าคนเราทุกคนมีความขี้เกียจอยู่ในตัว จะมากจะน้อยก็มีอย่างแน่นอนขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และยิ่งถ้าต้องมาทำงานที่บ้าน ซึ่งมีสิ่งอำนวยเอื้อที่จะทำให้เรา รู้สึกขี้เกียจได้บ่อย ๆ ก็ยิ่งเป็นความท้าทาย ที่จะทำให้เราลุกขึ้นมา ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น เราจะขอแนะนำวิธี ที่จะช่วยให้คุณเอาชนะความขี้เกียจนี้ให้ได้

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขี้เกียจไปหมด หมดไฟ หมดแรง วิธีเอาชนะความขี้เกียจ เพื่อให้ชีวิตและงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีแก้ขี้เกียจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขี้เกียจไปหมด หมดไฟ หมดแรง วิธีเอาชนะความขี้เกียจ เพื่อให้ชีวิตและงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลเสียจาก ความขี้เกียจ

– ความขี้เกียจจะบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์
– ความขี้เกียจอาจจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพ
– ความขี้เกียจ สามารถลดทอนความทะเยอทะยานได้
– ความขี้เกียจทำให้เราละเลยคนรอบข้าง
– ลดทอนช่วงเวลาอันมีประสิทธิภาพของชีวิตลง

7 วิธีในการเอาชนะความขี้เกียจ

1) ย่อยงานใหญ่หรืองานยาก ให้เล็กลง

โดยส่วนใหญ่แล้ว คุณมักจะหลีกเลี่ยงงานยาก ๆ เพราะว่าคุณมักจะคิดว่ามันใหญ่ และซับซ้อนเกินไป คุณจึงรู้สึกกลัว ที่จะทำ หรือกลัวว่าจะทำไม่สำเร็จ ดังนั้น เมื่อคุณเริ่มทำงานที่มีความใหญ่และยาก ลองแยกย่อยมันให้เล็กลง ซึ่งวิธีแบบนี้ จะช่วยแก้ปัญหาความขี้เกียจได้จริง เพราะการแตกงานให้ย่อยเล็กลง จะทำให้ความรู้สึกว่างานไม่ยาก และทำเสร็จในเวลาไม่มากนัก

2) ค้นหาสาเหตุแห่งความขี้เกียจ

เมื่อคุณเริ่มรู้สึกขี้เกียจ ลองนั่งทบทวนความรู้สึกของตนเอง และทำความเข้าใจกับตัวเองให้ดี ๆ ว่าจริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น กับความรู้สึกนั้น เพราะบางทีความขี้เกียจอาจจะมีเหตุผลบางอย่างอยู่เบื้องหลังก็ได้ คุณอาจจะต้องนั่งหาเหตุผล ถึงสาเหตุที่มันเกิดขึ้นว่าเพราะอะไรกันแน่

3) การตั้งเป้าหมาย

หากคุณมีเป้าหมาย หรือตั้งเป้าความสำเร็จเอาไว้ ก็จะทำให้คุณมีบางสิ่งบางอย่าง ที่สามารถมุ่งไปสู่จุดหมายได้ เพราะถ้าคุณใช้ชีวิตหรือทำงานไปโดยปราศจากเป้าหมาย หรือไม่ได้ตั้งเป้าอะไรเลย ก็จะกลายเป็นเหยื่อของความขี้เกียจได้

4) คิดถึงอนาคตเข้าไว้

ไม่แปลกเลยที่ จะมีบางเวลา ที่เรารู้สึกขี้เกียจ แต่ก็อย่าให้นานนัก อาจจะพักเล็กน้อย ให้คิดทบทวนตัวเองสัก 5 นาที เพื่อมองว่า อะไรคืออนาคตที่สำคัญของคุณกันแน่ และเมื่อคุณมองเห็นแล้วประโยชน์ที่จะได้รับ หากทำงานสำเร็จ และถ้าได้ขจัดความขี้เกียจออกไป คุณก็จะมีแรงมากพอ ที่จะโฟกัสในการทำงานต่อไปได้ จะช่วยทำให้คุณมีแรงกระตุ้น ที่จะทำงานต่อไป และหลีกเลี่ยงที่จะติดกับดักแห่งความขี้เกียจนั้น

5) พักผ่อนนอนหลับให้พอเพียง

บ่อยครั้งที่เรารู้สึกขี้เกียจ จะทำให้รู้สึกว่าอยากพัก หรือหยุดทำบ่อย ๆ ซึ่งท้ายสุด จะนำมาสู่อาการขี้เกียจ หรือขาดพลังงาน และจะทำให้ไฟในการทำงานค่อย ๆ มอดทีละน้อย ดังนั้น การพักผ่อนให้เพียงพอ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตัวเอง อาจจะเป็นการพักทีละน้อยระหว่างทำงาน เพื่อทำให้ไม่เครียด หรือกดดันจนเกินไป ซึ่งมันจะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และงานที่ออกมาก็จะประณีตมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ การนอนหลับพักผ่อนในช่วงเวลากลางคืน ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ดังนั้น ให้คุณนอนหลับให้สนิท ไม่นอนดึก

6) หนีจากสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ที่ทำให้สมาธิไขว้เขว

ระหว่างการทำงาน อาจจะมีสิ่งยั่วยุเย้ายวนใจ ให้คุณหลุดจากโฟกัสจากการทำงานได้ เช่น การกดมือถือเล่น หรือลงไปคลุกกับน้องแมวที่บ้าน เป็นต้น ซึ่งสิ่งยั่วยุเหล่านี้ จะทำให้คุณเสียเวลาทำงานไปมากโขทีเดียว ดังนั้น จึงควรที่จะหลีกเลี่ยงเส้นทาง หรือโอกาสที่จะทำให้พบกับสิ่งยั่วยุดังกล่าวข้างต้น

7) ทำงานน่าเบื่อให้สนุก

หลายครั้งคุณยอมก็จำนนต่อความขี้เกียจ เพราะงานมันน่าเบื่อ ดังนั้น เพื่อไม่ให้รู้สึกเบื่อหน่าย กับงานที่ทำอยู่ตรงหน้า ก็อาจจะต้องหาวิธี หรือ หนทางที่จะสร้างสรรค์ ไม่ให้มันน่าเบื่อก็ได้ เช่น การเปิดเพลงระหว่างฟัง หรือการสร้างแรงกระตุ้นแรงบันดาลใจด้วยการฟังพ็อดแคสต์ดีๆ เป็นต้น

Leave Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น