Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล

Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล
Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล

Hifu กับ Botox

Hifu กับ Botox ยังคงเป็นหัตถการยอดนิยม และเป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องริ้วรอย และมีไขมันส่วนเกินบนใบหน้า เนื่องจากทั้งสองหัตถการนี้ ให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างจะคล้ายกัน แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง ทั้งในเรื่องของหลักการทำงาน , ข้อดี-ข้อเสีย รวมไปถึง ระยะเวลาที่เห็นผลและราคา

สำหรับคนที่มีข้อสงสัยว่า Hifu และ Botox ต่างกันอย่างไร สามารถทำพร้อมกันได้ไหม ระหว่าง Hifu และ Botox อันไหนดีกว่ากัน ในบทความนี้ เราจะมาให้คำตอบพร้อมให้คำแนะนำ เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำไปพิจารณาในการตัดสินใจ

Hifu และ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล

Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล
Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล

ความต่างระหว่าง Hifu และ Botox

  1. Hifu คือ เครื่องมือยกกระชับผิว ที่สามารถใช้ได้ ทั้งที่บริเวณใบหน้า เหนียง คอ ต้นแขน และต้นขา จะช่วยเพิ่มความกระชับให้ผิวหน้า และลดสัดส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน ทำให้ผิวหน้ายืดหยุ่นมากขึ้น จึงช่วยลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน ปรับผิวหน้าให้เรียบเนียนขึ้น และดูสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ซึ่ง Hifu มีหลักการทำงาน โดยการปล่อยพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง ส่งลงไปในชั้นผิวหนัง Superficial Muscular Aponeurotic System ซึ่งจะเป็นพลังงานคงที่ มีจุดขนาด 0.5 mm.- 1 mm. ที่มีลักษณะคล้ายจุดไข่ปลาเล็ก ๆ เรียงกันเป็นเส้นตรงใต้ผิว ทำให้ชั้นไขมัน และชั้น SMAS เกิดการหดตัวลง โดยใช้ความร้อนลงใต้ผิว 60°C-70°C ไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน ไม่ทำให้เกิดผิวไหม้ หลักการคล้าย ๆ กับเนื้อที่เราวางลงบนกระทะร้อนๆ เนื้อจะหดนั่นเอง

  1. Botox คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “Botulinum Toxin A” เมื่อฉีดโบท็อกเข้าไปแล้ว ตัวยาจะออกฤทธิ์ โดยจะไปรบกวนการทำงานของระบบประสาท มีผลทำให้มัดกล้ามเนื้อทำงานได้ลดลงชั่วคราว ช่วยลดริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียว เห็นกรอบหน้าชัด คนที่มีกรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ ก็สามารถฉีดโบท็อก เพื่อให้กรามเล็กลง ให้หน้าดูเรียวขึ้นได้

ซึ่งหลักการทำงานของ Botox คือ เมื่อฉีดโบท็อกเข้าไปบริเวณกล้ามเนื้อ ตัวยาจะออกฤทธิ์จับกับปลายประสาท และทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาท มายังกล้ามเนื้อได้ จึงทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเป็นอัมพาตชั่วคราว กล้ามเนื้อผ่อนคลายลง ริ้วรอยต่างๆ ก็ดูจางลง

Hifu และ Botox อันไหนดีกว่ากัน
  1. ข้อดีของ Hifu คือ เหมาะกับคนที่กลัวเข็ม มีริ้วรอยน้อย ไม่ลึกมาก สามารถทำได้บ่อยครั้ง หลังทำ Hifu แล้ว สามารถกลับไปทำกิจกรรมอื่นๆ ตามปกติได้ทันที ไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลหลังทำทันทีประมาณ 20% และเห็นผลเต็มที่ใน 3-4 เดือน

การทำ Hifu ผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 5-6 เดือน และสามารถมีระยะเวลาถึง 1 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับคนไข้สามารถทนเจ็บได้หรือไม่ รวมไปถึงการดูแลหลังทำ Hifu ด้วยครับ หากต้องการให้ผิวกระชับขึ้น ก็สามารถทำ Hifu เพิ่มได้ในทุกๆ 3 เดือน

  1. ข้อดีของ Botox คือ ช่วยลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น และปรับรูปหน้าที่ได้ผลชัดเจน โดยไม่ต้องผ่าตัดใด ๆ ใช้เวลาในการทำไม่นาน ซึ่งโบท็อกแท้ที่ได้มาตรฐาน สามารถสลายเองได้ 100% ไม่มีสารตกค้าง มีความปลอดภัยสูง โดยโบท็อกลดริ้วรอย จะเริ่มเห็นผลภายใน 3-7 วัน ส่วนโบท็อกลดกราม จะเริ่มเห็นผลภายใน 1-2 เดือน หลังฉีดแล้ว ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณโบท็อกที่ฉีด ตำแหน่งที่ฉีด ความลึกของริ้วรอยเหี่ยวย่น และปริมาณของกล้ามเนื้อ
Hifu และ Botox ควรทำอันไหนก่อน

การเรียงลำดับหัตถการนั้น อยู่ที่ดุลยพินิจของแพทย์แต่ละที่ เนื่องจาก Hifu และ Botox มีหลักการทำงาน และเหมาะกับปัญหาที่แตกต่างกันออกไป เช่น คนที่มีกรามใหญ่ ต้องการลดกรามเพื่อปรับหน้าให้ดูเรียว หมอจะแนะนำให้ฉีดโบท็อก เพื่อลดกรามก่อน แล้วค่อยใช้ Hifu ในการยกกระชับกรอบหน้าขึ้น เก็บริ้วรอยเล็ก ๆ เพื่อเสริมผลลัพธ์ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

Hifu และ Botox ทำพร้อมกันได้ไหม

หากคนไข้ที่ไม่ได้มีปัญหาใบหน้ามาก และต้องการจะทำพร้อมกันทั้ง 2 หัตถการ ก็สามารถทำได้ครับ แต่ในเคสที่ต้องการลดกราม ปรับให้หน้าเรียว หมอจะแนะนำให้ฉีดโบท็อกก่อน จากนั้นเว้นช่วงไป 14 วัน เพื่อให้โบท็อกออกฤทธิ์ แล้วกลับมาทำ Hifu เพื่อช่วยยกกระชับใบหน้าได้

Leave Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น