ป้ายกำกับ: สุขภาพ

รักษาภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการที่เยื่อบุจมูก แก้ไขก่อนลุกลาม

รักษาภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการที่เยื่อบุจมูก แก้ไขก่อนลุกลาม

รักษาภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการที่เยื่อบุจมูก แก้ไขก่อนลุกลาม

รักษาภูมิแพ้

รักษาภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการที่เยื่อบุจมูก แก้ไขก่อนลุกลาม ปัจจุบันมีผู้ป่วยภูมิแพ้จำนวนมาก โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2559 บอกว่า 38% ของเด็กไทย และ 20% ของผู้ใหญ่ มักป่วยเป็นโรคนี้ โดยมีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มากขึ้น ถึง 3-4 เท่า หากเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมลภาวะที่เพิ่มขึ้นในสังคมไทยเรา ทำให้สารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้นั้น เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย โดย นพ.อุทัย ประภามณฑล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรม ศีรษะ, ลำคอ, หลอดลม, และกล่องเสียง ศูนย์หู คอ จมูก ซึ่งวันนี้ เราได้นำบทความ มาอธิบายถึงโรคนี้ให้ได้ทำความเข้าใจกัน

โรคภูมิแพ้ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการที่เยื่อบุจมูก แก้ไขก่อนลุกลาม

ภาวะภูมิแพ้ หรือ ภาวะจมูกอักเสบเรื้อรัง เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น จากการที่เยื่อบุจมูกมีความไวผิดปกติ ต่อสิ่งกระตุ้น หรือสารก่อภูมิแพ้ อาทิเช่น ควัน, ฝุ่นละออง, เกสรดอกไม้ เป็นต้น ทำให้ เมื่อผู้ป่วยได้สัมผัสกับสิ่งกระตุ้นดังกล่าว จะทำให้เกิดอาการ คัน ไอ จาม หรือมีน้ำมูกไหล ได้

ถึงแม้ว่าโรคจมูกอักเสบ จากภูมิแพ้นี้ จะไม่รุนแรง แต่ค่อนข้างมีผลต่อการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม และทำให้ประสิทธิภาพ ในการทำงานลดลง แถมยังสร้างความรำคาญ ให้กับคนรอบตัว และตัวผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีน้ำมูกไหล หรือจามอยู่ตลอดเวลา และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จึงไม่ควรละเลย ที่จะเข้ามาทำการรักษาให้หายขาด เพราะการรักษาโรคนี้ ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด

รักษาภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการที่เยื่อบุจมูก แก้ไขก่อนลุกลาม

อาการแบบนี้ ควรปรึกษาแพทย์

หากว่าสังเกตตัวเองดีๆ ผู้ป่วยภูมิแพ้ มักจะมีอาการเมื่อสัมผัสสารที่ก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นบ้าน, ไรฝุ่น, เกสรดอกไม้ ฯลฯ ซึ่งลักษณะอาการหลักๆ ดังนี้

– คันจมูก และจามหลายครั้งติดต่อกัน เพราะร่างกายพยายามขับสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ให้ออกมา
– น้ำมูกใสๆ ไหลตลอดเวลา คล้ายอาการของคนที่เป็นหวัดคัดจมูก ซึ่งอาการเหล่านี้ มักจะแสดงออกมาเป็นเวลาค่อนข้างนาน บางครั้งอาจเป็นชั่วโมง และก็สามารถหายได้เอง
– บางรายจะมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น คันตา คันคอ คันหู หรือบางรายก็คันที่เพดานปากด้วย หรือไม่ก็ปวดศีรษะ ไอ เจ็บคอ หรือหูอื้อ

นอกจากอาการหลักๆ เหล่านี้แล้ว ผู้ป่วยที่มีอาการจมูกอักเสบ จะพบว่าเยื่อบุจมูกจะบวมมาก หรือบางครั้งจมูกของผู้ป่วย ก็จะบวมไปด้วย มีน้ำมูกใสๆ ไหลออกมาเป็นจำนวนมาก เยื่อบุจมูก ก็อาจมีริดสีดวงจมูกร่วมด้วยได้ และผนังด้านในคอจะเป็นตุ่มนูนแดงกระจายไปทั่ว ซึ่งก็เกิดจากการระคายเคืองจากน้ำมูก ที่ไหลลงคอ หรือจากการหายใจทางปาก และหากรู้ตัวว่าอาการรุนแรงขึ้น ก็ควรรีบพบแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ นอกจากนี้ ความเครียด ก็เป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพหลายอย่าง รวมถึงภูมิแพ้ด้วย เมื่อผู้ป่วยเกิดความเครียดมาก ก็อาจส่งผลให้อาการที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น

รักษาอย่างไร ก่อนอาการรุนแรง

1. การใช้ยาเพื่อรักษา : โรคจมูกอักเสบนี้ มีการรักษาด้วยยาเหลายชนิด เช่น ยาต้านฮีสตะมีน ที่ใช้ก่อนมีอาการ และจะใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ไม่มาก หรือยาหลอดเลือดที่ทำให้หลอดเลือดมีการหดตัว และเนื้อเยื่อในจมูกลดอาการบวม ทำให้อาการคัดจมูกน้อยลง

2. การฉีดวัคซีน : เป็นการฉีดสาร ที่คาดว่าผู้ป่วยจะแพ้ ที่บริเวณผิวหนัง หรือใต้ผิวหนังของผู้ป่วย ทำให้เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้โรคจมูกอักเสบนั้นลดลง

3. การผ่าตัด : สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การใช้คลื่นวิทยุจี้เยื่อบุจมูก เพื่อลดอาการบวมของเยื่อบุจมูก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูกดีขึ้น หรือการผ่าตัด เพื่อนำเอาเส้นประสาทที่มาหล่อเลี้ยงเยื่อบุจมูกออกไป จะช่วยลดอาการน้ำมูกไหลได้

4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ : ถือเป็นการรักษาที่ถูกต้อง และส่งผลดีต่อผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อทราบต้นเหตุ และสามารถหลีกเลี่ยงได้แล้ว จะทำให้โพรงจมูกอักเสบลดลง แต่ในความเป็นจริงนั้น ทำได้ยากมาก จึงต้องรักษาด้วยการกินยาควบคู่กัน

เมื่อรู้ตัวว่าตนเองเป็นภูมิแพ้ นอกจากต้องดูแลร่างกาย ให้แข็งแรงอยู่เสมอ ควบคู่ไปกับออกกำลังกายเป็นประจำแล้ว หากสังเกตพบว่าอาการแย่ลง ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตัดปัญหาที่ต้นเหตุ และป้องกันไม่ให้เกิดอาการที่รุนแรงต่อไป

เคล็ดลับชะลอวัย ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพื่อใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้อย่างมีความสุข

เคล็ดลับชะลอวัย ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพื่อใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้อย่างมีความสุข

เคล็ดลับชะลอวัย

เคล็ดลับชะลอวัย ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพื่อใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้อย่างมีความสุข

เคล็ดลับชะลอวัย ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพื่อใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้อย่างมีความสุข เพราะร่างกายของเราผ่านการทำงานมาอย่างหนักหน่วงทุกวัน เปรียบเสมือนเครื่องจักร ที่ต้องมีการเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ หากขาดการบำรุงและรักษา ที่ถูกต้องตามระยะเวลา ก็ย่อมจะทำให้ความเสื่อมสภาพของร่างกายนั้น เกิดขึ้นอย่างรุนแรงได้

โดยเฉพาะเมื่อเราอายุมากขึ้นจนถึงหลักสี่ ความร่วงโรยต่าง ๆ มักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มากกว่าตอนที่เรายังมีอายุน้อยๆ การที่เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้ 40 ปี จะทำให้เริ่มที่จะพบเจอ กับโรคภัยต่างๆ ที่สะสมมานาน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถที่จะปลอดภัยจากความเสี่ยง ในการเป็นโรคต่างๆ ได้ ก็ต้องเกิดจากการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เพื่อชะลอการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และส่งเสริม หรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้สามารถที่จะใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้ อย่างมีความสุขเหมือนกับตอนที่ยังมีอายุน้อยอยู่

ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพื่อใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้อย่างมีความสุข

เคล็ดลับชะลอวัย ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น เพื่อใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้อย่างมีความสุข

1. ด้านอาหาร

โดยทั่วไปแล้ว คนที่เริ่มมีอายุมากขึ้น ก็จะต้องมีการดูแลตัวเองมากขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็มักจะดูแล ในเรื่องการรับประทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็น การลดการรับประทานเนื้อสัตว์ แต่ไปเพิ่มการรับประทานผัก และผลไม้ให้มากขึ้น การหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ทั้งหวาน มัน หรือเค็ม ลดการดื่มแอลกอฮอล์ หรือกาแฟที่มากจนเกินไป และยังต้องมีการเน้นโภชนาการบางส่วน เพื่อจะช่วยซ่อมแซมร่างกายในส่วนที่สึกหรอ หรือเสื่อมสภาพตามวัย

2. ด้านกระดูกและฟัน

กระดูกและฟัน ที่เป็นแกนกลางของร่างกาย สารอาหารที่สำคัญที่เป็นตัวการในความแข็งแรง ก็คือ ส่วนของแคลเซียม และฟอสฟอรัส  เมื่อร่างกายคนเรา มีอายุมากขึ้น ก็จะย่อมมีปัญหาในเรื่องของกระดูก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหากระดูกบาง หรือกระดูกพรุน โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน  ยิ่งจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างแคลเซียม ให้มากกว่าคนทั่วไป รวมไปถึงคนที่มักจะมีการดื่มสุรา กาแฟ สูบบุหรี่จัด ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับแคลเซียมเข้าไปเพื่อฟื้นฟูร่างกาย หรือเพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น

3. ด้านสมองและหัวใจ

เมื่อเรามีอายุมากขึ้น ระบบการประมวลความคิดของสมอง ก็จะถดถอยลง เนื่องจากเซลล์สมองที่เสื่อมลงตามวัย ดังนั้น คนที่มีอายุสูงก็จำเป็น จะต้องมีการบำรุงสมอง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของ วิตามิน B12 ที่จะมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท และสมอง รวมไปถึงได้รับสารอาหารบางอย่าง เช่น เลซิติน ก็จะช่วยในการบำรุงสมอง และเพิ่มการจดจำให้ดีมากขึ้น

4. ด้านหัวใจ

ในส่วนของหัวใจ ที่เป็นหนึ่งในอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา และจะทำงานหนักมากขึ้นตามวัยที่มากขึ้น รวมไปถึงความยืดหยุ่นของหลอดเลือดหัวใจ ที่จะน้อยลงตามไปด้วย ยิ่งถ้าหากคุณเป็นคนที่มีไขมันในเส้นเลือดสูง ความยืดหยุ่นของหัวใจ ก็ย่อมลดลงมากกว่า เพราะว่าคอเลสเตอรอลที่เข้าไปเกาะในหลอดเลือด จะเป็นอุปสรรคต่อการไหลเวียนโลหิต และทำให้เกิดเป็นโรคหัวใจตีบได้ ดังนั้น จึงจะต้องมีการดูแลหัวใจ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีไขมันไม่สูงมากเกินไป รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันดี หรือมีโอเมกก้า 3 ที่สูง เพื่อที่จะช่วยในการลดการแข็งตัว ของเลือด และลดการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้ดียิ่งขึ้น

5. ด้านผิวพรรณ

ในส่วนของการดูแลผิวพรรณ ก็เป็นสิ่งที่ควรที่จะทำเช่นเดียวกันกับร่างกายส่วนอื่นๆ ยิ่งมีอายุที่มากขึ้นความเสื่อมถอยของผิวหนังก็จะต้องมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น จึงควรที่จะมีการทาครีมกันแดดทุกวัน แม้จะออกแดด หรือไม่ออกแดดก็ตาม เพื่อปกป้องผิวจาก UVA UVB รวมไปถึงจะต้องมีการเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิวด้วยการใช้ moisturizer เป็นประจำทุกวันเช่นเดียวกัน ก็จะช่วยทำให้ผิวพรรณของคุณผู้หญิงที่มีอายุมาก ยังคงนุ่มเด้งเหมือนกับแรกสาว

อาการปวดหลัง ปวดหลังแบบไหน ต้องรีบไปหาแพทย์ ปวดหลังบ่อยๆ อย่าปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายกว่าที่คุณคิด

อาการปวดหลัง ปวดหลังแบบไหน ต้องรีบไปหาแพทย์ ปวดหลังบ่อยๆ อย่าปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายกว่าที่คุณคิด

อาการปวดหลัง ปวดหลังแบบไหน ต้องรีบไปหาแพทย์ ปวดหลังบ่อยๆ อย่าปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายกว่าที่คุณคิด

อาการปวดหลัง

อาการปวดหลัง เชื่อว่าเรา ๆ ท่าน ๆ คงเคยมีอาการ “ปวดหลัง” บางคนปวดมาก บางคนปวดน้อย อาจจะมีอาการเป็นวัน หรือบางคนก็อาจมีอาการเป็นเดือน เช่น ปวดจากการทำงานหนัก มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อ มักเกิดจากการทำท่าทางซ้ำ ๆ ในท่าเดิม ๆ โดยทั่วไปแล้ว เป็นการปวดหลังที่ไม่อันตราย ส่วนใหญ่จะดีขึ้นหลังพัก และไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่การปวดที่รุนแรง หรือมีอาการนานเป็นเดือน และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันนั้น มักจะมาจากสาเหตุที่อันตรายและมีความรุนแรง การปวดหลังลักษณะนี้ต้องรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรีบหาสาเหตุ และรับการรักษาอย่างถูกต้อง

ปวดหลังแบบไหน ต้องรีบไปหาแพทย์ ปวดหลังบ่อยๆ อย่าปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายกว่าที่คุณคิด

อาการปวดหลัง ปวดหลังแบบไหน ต้องรีบไปหาแพทย์ ปวดหลังบ่อยๆ อย่าปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายกว่าที่คุณคิด

อาการ“ปวดหลัง” มีกี่แบบ?

อาการ“ปวดหลัง” สามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบตามระยะเวลาคือ
– ปวดแบบเฉียบพลัน คือ มีการปวดต่อเนื่องน้อยกว่า 6 สัปดาห์
– ปวดแบบกึ่งเฉียบพลัน คือ มีการปวดหลังต่อเนื่อง 6-12 สัปดาห์
– ปวดแบบเรื้อรัง คือ มีการปวดหลังต่อเนื่องนานกว่า 12 สัปดาห์

และยังสามารถแบ่งตามบริเวณที่ปวดได้ดังต่อนี้

1. ปวดหลังส่วนบน
ปวดหลังส่วนบน มักจะเกิดร่วมกับอาการปวดคอ ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสมระหว่างวัน เช่น การนั่งทำงานหน้าจอคอมฯ หรือการก้มเล่นมือถือนาน ๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคออฟฟิตชินโดรม ซึ่งอาการปวดหลังส่วนบนนี้ อาจพบได้ในโรคของกระดูกต้นคอ ที่ทำให้เกิดอาการปวดคอ ร่วมกับการปวดหลังในส่วนบน

2. ปวดหลังช่วงเอว หรืออาการ ปวดหลังส่วนล่าง
การปวดหลังระดับเอว หรือการปวดหลังส่วนล่าง (low back pain) เป็นการปวดที่พบบ่อยที่สุด ของโรคทางกระดูกและข้อ สาเหตุเกิดจาก 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ จากกล้ามเนื้อหลัง และจากข้อต่อกระดูกสันหลัง โดยจะมีการปวดหลังบริเวณเอว ต่ำกว่าขอบของซี่โครง ซี่ล่างสุด ไปจนถึงบริเวณสะโพกและก้น มีอาการมากขึ้น หรือลดลงสัมพันธ์ กับท่าทางในการเคลื่อนไหว หรืออาจปวดตลอดเวลาโดยไม่สัมพันธ์กับท่าทาง บางรายอาจมีอาการปวดกลางคืน มากจนไม่สามารถนอนหลับได้ ทั้งนี้ ก็ขึ้นกับพยาธิสภาพของโรคนั้น ๆ

3. การปวดหลังด้านซ้ายหรือด้านขวา
การปวดหลังด้านซ้าย หรือปวดหลังด้านขวา มักมีสาเหตุจากกล้ามเนื้อหลังผิดปกติ หรือกระดูกอ่อนอักเสบ อุบัติเหตุ การกระแทก การเกร็ง หรือการยกของหนัก และสาเหตุอื่น ๆ เช่น แน่นหน้าอก จากสาเหตุทางโรคหัวใจ หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอก มีกรดไหลย้อน เยื่อหุ้มปอดอักเสบ โรคไต นิ่วในไต หรืออาจจะเป็นปัญหาระบบทางเดินปัสสาวะ จึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงดีกว่า

อาการปวดแบบไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์

– ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง มานานมากกว่า 3 เดือน

– มีอาการปวดที่รุนแรง พักหรือรับประทานยาแก้ปวดพื้นฐานแล้วไม่ดีขึ้น จนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

– ปวดร้าวลงมาที่ต้นขา หรือขา หรือ ลงไปปลายเท้า ข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง

– มีความรู้สึกที่ผิดปกติ เช่น มีอาการชาขา เท้าชา หรือมีอาการแสบร้อน มีการอ่อนแรงของขา

– ไม่สามารถนั่งหรือยืนเดินนาน ๆ ได้ ร่วมกับปวดร้าวลงขา

 

อาการเหล่านี้ มักมีสาเหตุมาจาก หมอนรองหรือข้อต่อกระดูกสันหลัง หรือโพรงประสาทหลัง ไปเบียดหรือกดทับรากประสาทที่ลงมาขา จึงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด อีกหนึ่งอาการของโรคของกระดูกสันหลังที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ก็คือ โรคโพรงประสาทหลังตีบแคบ

โรคโพรงประสาทหลังตีบแคบ ที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

อาการของโรคโพรงประสาทหลังตีบแคบ

ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหลังส่วนล่าง ร้าวลงมายังสะโพก มีอาการร้าวลงมาขาข้างนึง หรือสองข้าง บางครั้งมีอาการปวดร้าวลงไปปลายเท้า อาการจะเป็นมากขณะที่ยืนหรือเดิน เป็นเวลานาน ๆ บางครั้งมีอาการชาหรืออ่อนแรงขา ร่วมด้วย ต้องก้มตัว นั่งพัก บางคนอาจต้องนั่งยอง ๆ เพื่อให้อาการดีขึ้น จนสามารถยืนและเดินต่อได้ อาการมักค่อยเป็นค่อยไป จนมากขึ้น ถึงขั้นที่ไม่สามารถยืนหรือเดินนานได้

 

การรักษาโรคโพรงประสาทหลังตีบแคบ

เนื่องจากโรคนี้ส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามอายุขัย หรือการใช้งานข้อต่อกระดูกสันหลังมาก มาเป็นเวลานาน การลดการใช้งาน หลีกเลี่ยงท่าทางที่ไปกระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น งดการยืน หรือเดินเป็นเวลานาน ทำการฟื้นฟู รวมทั้งกายภาพบำบัดเพื่อลดอาการปวด ปรับท่าทาง การใช้งานหลังให้ถูกต้อง และเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่สำคัญๆ ร่วมกับการรับประทานยาบางชนิด เป็นระยะเวลาหนึ่งตามคำแนะนำของแพทย์ จะทำให้อาการหายไปได้

ผักผลไม้บำรุงสายตา เล่นสล็อตสบาย ๆ ไม่มีพลาด พร้อมแนะนำเกมผลไม้ ที่ขนกันมาบำรุงทั้งสายตา บำรุงทั้งเป๋าตัง

ผักผลไม้บำรุงสายตา เล่นสล็อตสบาย ๆ ไม่มีพลาด พร้อมแนะนำเกมผลไม้ ที่ขนกันมาบำรุงทั้งสายตา บำรุงทั้งเป๋าตัง

ผักผลไม้บำรุงสายตา เล่นสล็อตสบาย ๆ ไม่มีพลาด พร้อมแนะนำเกมผลไม้ ที่ขนกันมาบำรุงทั้งสายตา บำรุงทั้งเป๋าตัง

ผักผลไม้บำรุงสายตา

ผักผลไม้บำรุงสายตา เล่นสล็อตสบาย ๆ ไม่มีพลาด พร้อมแนะนำเกมผลไม้ ที่ขนกันมาบำรุงทั้งสายตา บำรุงทั้งเป๋าตัง การเล่นเกมสล็อตออนไลน์ในแต่ละครั้ง ผู้เล่นก็คงเลี่ยงไม่ได้ กับการที่ต้องนั่งจ้องอยู่หน้าจอเป็นเวลานาน และเมื่อนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือ หน้าจอโทรศัพท์มือถือ เพื่อเล่นเกมกันเป็นเวลานาน ๆ ก็ทำให้สายตาของผู้เล่นนั้น มีอาการตาล้า หรือปวดตาได้ บางคนติดลมทำกำไรได้ดี จนต้องนั่งเล่นต่อเรื่อย ๆ ทำให้ต้องจ้องหน้าจอถึงดึกดื่น ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น อาจไม่ดีต่อสุขภาพดวงตาแน่ ๆ วันนี้ เราจะมาแนะนำผักและผลไม้บำรุงสายตา ให้ทุกท่านได้ทราบกัน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

กินผักและผลไม้บำรุงสายตา เล่นสล็อตสบาย ๆ ไม่มีพลาด พร้อมแนะนำเกมผลไม้ ที่ขนกันมาบำรุงทั้งสายตา บำรุงทั้งเป๋าตัง

1. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น เป็นกลุ่มผลไม้รสเปรี้ยวฉ่ำอมหวาน เป็นแหล่งของวิตามินซี อย่างดี เช่น โกจิเบอรี่, ราสเบอรี่, สตรอเบอรี่, แบล็กเบอรี่, มัลเบอรี่ เป็นต้น ซึ่งมีสารสำคัญอย่างสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงสายตาโดยตรงช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาถูกทำลาย อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยง ในการเกิดความเสื่อมของจอประสาทตา และลดการเกิดต้อกระจกได้ดีมาก ๆ

2. ผักใบเขียว

ผักใบเขียว ที่ช่วยในการบำรุงสายตา ก็เช่น ผักบุ้ง, ตำลึง, กวางตุ้ง, คะน้า เป็นต้น ผักเหล่านี้ ล้วนอุดมไปด้วยสารสำคัญอย่างลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาพบว่าช่วยลดความเสื่อมของจอประสาทตา และการเกิดต้อกระจกได้ จึงเป็นตัวช่วยอีกตัวหนึ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้เหล่าผู้เล่นสล็อตตาไม่ล้าไม่เมื่อยได้ และเสริมสร้างการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น

3. แครอท

แครอท เป็นผักหัวใต้ดิน ที่มีคุณประโยชน์มาก ๆ แครอทนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารบำรุงสายตาชั้นเยี่ยม ที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และลูทีน ช่วยดูแลสุขภาพดวงตาของคุณ ให้สดใสแข็งแรงอยู่เสมอ ช่วยบำรุงกระจกตา และป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาถูกทำลายจากแสงแดด แสงสีฟ้า จากการจ้องจอขณะเล่นสล็อตนาน ๆ ด้วย

4. ปลาที่มีไขมันสูง

จากการศึกษาทางการแพทย์ ทั้งในและต่างประเทศ พบว่า ปลาที่มีไขมันดีอยู่จำนวนมาก เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาสวาย เป็นต้น ปลาพวกนี้อุดมไปด้วยกรดไขมัน DHA ซึ่งเป็นกรดไขมัน ที่สามารถพบได้มาก ในเรตินาของดวงตา ดังนั้นมันจึงตรงเข้าไปซ่อมแซมดวงตาของเรา ให้สดใส มีน้ำหล่อลื่นเพียงพอทำให้เล่นไปนาน ๆ จะไม่แสบตา แม้ว่าจะเล่นสล็อต PG นาน ๆ ก็ตาม

เกมสล็อตผลไม้ จาก PG Slot เกม Fruits Bar บาร์ผลไม้

ผักผลไม้บำรุงสายตา เล่นสล็อตสบาย ๆ ไม่มีพลาด พร้อมแนะนำเกมผลไม้ ที่ขนกันมาบำรุงทั้งสายตา บำรุงทั้งเป๋าตัง

1. ธีมของเกมสล็อต PG Slot Fruits Bar
ธีมเกมนี้ เป็นธีมผลไม้ตามชื่อเกมเลย ซึ่งแน่นอนว่าเกมนี้ จะเกี่ยวข้องกับผลไม้ เป็นเกมสล็อตออนไลน์แนวผลไม้ สดใส ภาพ และกราฟฟิก ดูสบายตา เกมนี้จะเป็นสล็อตแบบ 4×4

2. อัตราการจ่ายเงินในเกม
– สัญลักษณ์ รูปเลม่อน สะสมครบ 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13 และ 14-16 ตามลำดับ จะจ่าย 2, 4, 5, 8, 10, 20, 30,50, 100, 200 และ 400 ตามลำดับ
– สัญลักษณ์ รูปกีวี สะสมครบ 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13 และ 14-16 ตามลำดับ จะจ่าย 4, 5, 10, 20, 30, 50, 100, 250, 500, 750 และ 800 ตามลำดับ
– สัญลักษณ์ รูปแก้วมังกร สะสมครบ 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13 และ 14-16 ตามลำดับ จะจ่าย 5, 10, 20, 40, 80, 160, 500, 1K, 2K, 5K และ 6K ตามลำดับ
– สัญลักษณ์ รูปสับปะรด สะสมครบ 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13 และ 14-16 ตามลำดับ จะจ่าย 10, 30, 50, 60, 100, 750, 1K, 10K, 20K, 50K และ 60K ตามลำดับ
– สัญลักษณ์ รูปแตงโม สะสมครบ 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13 และ 14-16 ตามลำดับ จะจ่าย 20, 50, 100, 500, 1K, 2K, 5K, 20K, 50K, 60K และ 80K ตามลำดับ
– ฟีเจอร์การหมุนฟรี คือการได้สัญลักษณ์ฟรีเกม เพียงแค่ 1 ภาพ ก็จะได้รับการสุ่มจ่ายเงิน แบบตัวคูณตั้งแต่ 1-15 ทันที

Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล

Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล

Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล
Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล

Hifu กับ Botox

Hifu กับ Botox ยังคงเป็นหัตถการยอดนิยม และเป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องริ้วรอย และมีไขมันส่วนเกินบนใบหน้า เนื่องจากทั้งสองหัตถการนี้ ให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างจะคล้ายกัน แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง ทั้งในเรื่องของหลักการทำงาน , ข้อดี-ข้อเสีย รวมไปถึง ระยะเวลาที่เห็นผลและราคา

สำหรับคนที่มีข้อสงสัยว่า Hifu และ Botox ต่างกันอย่างไร สามารถทำพร้อมกันได้ไหม ระหว่าง Hifu และ Botox อันไหนดีกว่ากัน ในบทความนี้ เราจะมาให้คำตอบพร้อมให้คำแนะนำ เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำไปพิจารณาในการตัดสินใจ

Hifu และ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล

Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล
Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร อยากลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียว ลดแก้มเหนียง เลือกทำแบบไหนถึงจะเห็นผล

ความต่างระหว่าง Hifu และ Botox

  1. Hifu คือ เครื่องมือยกกระชับผิว ที่สามารถใช้ได้ ทั้งที่บริเวณใบหน้า เหนียง คอ ต้นแขน และต้นขา จะช่วยเพิ่มความกระชับให้ผิวหน้า และลดสัดส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน ทำให้ผิวหน้ายืดหยุ่นมากขึ้น จึงช่วยลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน ปรับผิวหน้าให้เรียบเนียนขึ้น และดูสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ซึ่ง Hifu มีหลักการทำงาน โดยการปล่อยพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง ส่งลงไปในชั้นผิวหนัง Superficial Muscular Aponeurotic System ซึ่งจะเป็นพลังงานคงที่ มีจุดขนาด 0.5 mm.- 1 mm. ที่มีลักษณะคล้ายจุดไข่ปลาเล็ก ๆ เรียงกันเป็นเส้นตรงใต้ผิว ทำให้ชั้นไขมัน และชั้น SMAS เกิดการหดตัวลง โดยใช้ความร้อนลงใต้ผิว 60°C-70°C ไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน ไม่ทำให้เกิดผิวไหม้ หลักการคล้าย ๆ กับเนื้อที่เราวางลงบนกระทะร้อนๆ เนื้อจะหดนั่นเอง

  1. Botox คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “Botulinum Toxin A” เมื่อฉีดโบท็อกเข้าไปแล้ว ตัวยาจะออกฤทธิ์ โดยจะไปรบกวนการทำงานของระบบประสาท มีผลทำให้มัดกล้ามเนื้อทำงานได้ลดลงชั่วคราว ช่วยลดริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียว เห็นกรอบหน้าชัด คนที่มีกรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ ก็สามารถฉีดโบท็อก เพื่อให้กรามเล็กลง ให้หน้าดูเรียวขึ้นได้

ซึ่งหลักการทำงานของ Botox คือ เมื่อฉีดโบท็อกเข้าไปบริเวณกล้ามเนื้อ ตัวยาจะออกฤทธิ์จับกับปลายประสาท และทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาท มายังกล้ามเนื้อได้ จึงทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเป็นอัมพาตชั่วคราว กล้ามเนื้อผ่อนคลายลง ริ้วรอยต่างๆ ก็ดูจางลง

Hifu และ Botox อันไหนดีกว่ากัน
  1. ข้อดีของ Hifu คือ เหมาะกับคนที่กลัวเข็ม มีริ้วรอยน้อย ไม่ลึกมาก สามารถทำได้บ่อยครั้ง หลังทำ Hifu แล้ว สามารถกลับไปทำกิจกรรมอื่นๆ ตามปกติได้ทันที ไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลหลังทำทันทีประมาณ 20% และเห็นผลเต็มที่ใน 3-4 เดือน

การทำ Hifu ผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 5-6 เดือน และสามารถมีระยะเวลาถึง 1 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับคนไข้สามารถทนเจ็บได้หรือไม่ รวมไปถึงการดูแลหลังทำ Hifu ด้วยครับ หากต้องการให้ผิวกระชับขึ้น ก็สามารถทำ Hifu เพิ่มได้ในทุกๆ 3 เดือน

  1. ข้อดีของ Botox คือ ช่วยลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น และปรับรูปหน้าที่ได้ผลชัดเจน โดยไม่ต้องผ่าตัดใด ๆ ใช้เวลาในการทำไม่นาน ซึ่งโบท็อกแท้ที่ได้มาตรฐาน สามารถสลายเองได้ 100% ไม่มีสารตกค้าง มีความปลอดภัยสูง โดยโบท็อกลดริ้วรอย จะเริ่มเห็นผลภายใน 3-7 วัน ส่วนโบท็อกลดกราม จะเริ่มเห็นผลภายใน 1-2 เดือน หลังฉีดแล้ว ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณโบท็อกที่ฉีด ตำแหน่งที่ฉีด ความลึกของริ้วรอยเหี่ยวย่น และปริมาณของกล้ามเนื้อ
Hifu และ Botox ควรทำอันไหนก่อน

การเรียงลำดับหัตถการนั้น อยู่ที่ดุลยพินิจของแพทย์แต่ละที่ เนื่องจาก Hifu และ Botox มีหลักการทำงาน และเหมาะกับปัญหาที่แตกต่างกันออกไป เช่น คนที่มีกรามใหญ่ ต้องการลดกรามเพื่อปรับหน้าให้ดูเรียว หมอจะแนะนำให้ฉีดโบท็อก เพื่อลดกรามก่อน แล้วค่อยใช้ Hifu ในการยกกระชับกรอบหน้าขึ้น เก็บริ้วรอยเล็ก ๆ เพื่อเสริมผลลัพธ์ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

Hifu และ Botox ทำพร้อมกันได้ไหม

หากคนไข้ที่ไม่ได้มีปัญหาใบหน้ามาก และต้องการจะทำพร้อมกันทั้ง 2 หัตถการ ก็สามารถทำได้ครับ แต่ในเคสที่ต้องการลดกราม ปรับให้หน้าเรียว หมอจะแนะนำให้ฉีดโบท็อกก่อน จากนั้นเว้นช่วงไป 14 วัน เพื่อให้โบท็อกออกฤทธิ์ แล้วกลับมาทำ Hifu เพื่อช่วยยกกระชับใบหน้าได้

ครีมกันแดด เลือกใช้อย่างไรให้ปกป้องผิวได้ดี และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ครีมกันแดด เลือกใช้อย่างไรให้ปกป้องผิวได้ดี และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ครีมกันแดด เลือกใช้อย่างไรให้ปกป้องผิวได้ดี และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ครีมกันแดด

ครีมกันแดด (Sunscreen) คือ สารที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี (Ultraviolet Radiation: UV) โดยจะช่วยให้ผิวไม่ถูกแสงแดด ทำลายจนไหม้ หรือเกิดจุดด่างดำต่าง ๆ ที่ผิว รวมทั้งลดโอกาสเสี่ยง ที่จะเป็นมะเร็งผิวหนัง ส่วนผสมที่อยู่ในครีมป้องกันแสงแดดนั้น จะช่วยปกป้องผิวด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลต ปกป้องชั้นผิวที่อยู่ลึก หรือสะท้อนรังสียูวีกลับออกไป ทั้งนี้ ครีมป้องกันแสงแดด ก็มีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ โลชั่น ครีม ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ เป็นต้น

เลือกใช้อย่างไรให้ปกป้องผิวได้ดี และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ครีมกันแดด เลือกใช้อย่างไรให้ปกป้องผิวได้ดี และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ประเภทของครีมป้องกันแสงแดด

  1. ประเภทตามกลไกการป้องกันแสงแดด
  • สารกันแดดแบบเคมี ครีมประเภทนี้ จะปกป้องผิวจากแสงแดด โดยการใช้สารเคมี ที่มีคุณสมบัติดูดซับแสงแดด ที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีบนผิวหนังของเรา สารกันแดดชนิดนี้ จะมีประสิทธิภาพต่างกันไป ตามชนิดของสารกรองแสง ที่ช่วยป้องกันรังสียูวีเอ และรังสียูวีบี ทั้งนี้ สารกันแดดแบบเคมี มักจะไม่คงทน รวมทั้งอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้
  • สารกันแดดแบบกายภาพ ครีมป้องกันแสงแดด ที่ผสมสารกันแดดแบบกายภาพ จะปกป้องผิวจากแสงแดด โดยใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติ ที่สะท้อนรังสีจากแสงแดดออกไป สารกันแดดชนิดนี้ จะป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและรังสียูวีบี ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีกับผิวหนัง แต่อย่างไรก็ตาม สารกันแดดแบบกายภาพ จะมีเนื้อครีมที่ค่อนข้างข้น และเหนียวเหนอะหนะ

2. ประเภทตามบริเวณที่ใช้ทา

  • แบบครีม เหมาะจะใช้ทาบริเวณใบหน้า และผู้ที่มีผิวที่แห้ง
  • แบบเจล เหมาะสำหรับทาบริเวณที่มีขึ้นขน เช่น หนังศีรษะ หรือช่วงหน้าอกของผู้ชาย
  • แบบแท่ง อาจผสมสารกันแดดร่วมด้วย ซึ่งเหมาะจะใช้ทาบริเวณที่อยู่รอบดวงตา
  • แบบสเปรย์ สารกันแดดในรูปแบบสเปรย์นั้น อาจนำมาใช้ทากันแดดให้แก่เด็ก เนื่องจากทาได้ง่าย โดยควรทาสารกันแดด เพื่อปกป้องผิวในปริมาณที่เพียงพอ พอเหมาะ และไม่ควรสูดดม หรือฉีดสเปรย์ใกล้วัตถุที่ไวไฟ หรือใช้ขณะที่สูบบุหรี่

วิธีเลือกซื้อครีมป้องกันแสงแดดอย่างถูกต้อง

  1. เลือกครีมป้องกันแสงแดด ที่ปกป้องผิวได้อย่างครอบคลุม ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีเอ และรังสียูวีบี เนื่องจากครีมกัน แดดทุกตัวนั้น จะช่วยป้องกันรังสียูวีบี ซึ่งเป็นรังสีที่ทำให้ผิวไหม้ และอาจเป็นมะเร็งผิวหนัง ครีม กันแดดหรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดอื่น ๆ ที่ป้องกัน ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบี จะได้รับการระบุอยู่บนฉลากผลิตภัณฑ์ว่า Broad-Spectrum ส่วนครีมป้องกันแสงแดด หรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด ที่ไม่ได้รับการระบุดังกล่าว จะป้องกันผิวไหม้ แต่ว่าจะไม่ครอบคลุมการป้องกันมะเร็งผิวหนัง และผิวแก่ก่อนวัย
  2. ควรเลือกครีมป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPF 30 หรือมากกว่านั้น โดยค่า SPF จะช่วยบอกระดับการป้องกันผิวจากรังสียูวีบี ครีมป้องกันแสงแดดที่มีค่าดังกล่าวสูง ก็จะปกป้องผิวจากแสงแดดได้มาก โดยครีมป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPF 15 จะกรองรังสียูวีบีได้ร้อยละ 93 ครีมป้องกันแสงแดดที่มีค่า 30 จะกรองได้ร้อยละ 97 และครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 กรองได้ร้อยละ 98 ส่วนครีมป้องกันแสงแดดที่มีค่า SPFต่ำกว่า 15 สามารถป้องกันผิวไหม้ได้ แต่ไม่ป้องกันมะเร็งผิวหนัง หรือแก่กว่าวัย
  3. เลือกครีมป้องกันแสงแดดกันน้ำได้ (Water Resistant) โดยครีมชนิดนี้จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ระหว่างที่ว่ายน้ำหรือเหงื่อออกได้นานประมาณ 40-80 นาที ผู้ใช้ควรทาครีมซ้ำอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น

วิธีใช้ครีมป้องกันแสงแดดอย่างถูกต้อง

  1. ควรทาครีม ก่อนออกแดดประมาณ 15-30 นาที
  2. ควรลงครีมก่อนแต่งหน้า โดยใช้ครีมในปริมาณ 1 ออนซ์ หรือ 2 ช้อนโต๊ะ ทาให้ทั่วตัว ควรทาให้เนื้อครีมซึมซาบสู่ผิวทั้งหมด
  3. ควรทาครีมที่หู เท้า ด้านหลังขา หรือบริเวณที่อาจลืมทาได้ง่าย
  4. ควรทาลิปบาล์มที่มีค่าป้องกันแสงแดด 30 เพื่อปกป้องริมฝีปากจากรังสียูวีด้วย
  5. ควรทากันแดดชนิดกันน้ำ ทุกครั้งก่อนว่ายน้ำ และควรทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง หรือหลังจากว่ายน้ำ หรือมีเหงื่อออก
  6. ไม่ใช้ครีมที่หมดอายุ เนื่องจากจะเสื่อมประสิทธิภาพ รวมทั้งไม่ใช้ครีมที่ซื้อทิ้งไว้ 3 ปีหรือนานกว่านั้น
  7. ไม่ควรทาครีมป้องกันแสงแดดให้แก่เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน โดยดูแลเด็กไม่ให้โดนแสงแดดมากเกินไป และควรสวมเสื้อผ้าที่ปกป้องผิวของเด็กจากแสงแดดได้
ติดโควิด-19 เกิดจากปัจจัยอะไร ทำไมบางคนติดง่าย แต่บางคนไม่ติดเลย

ติดโควิด-19 เกิดจากปัจจัยอะไร ทำไมบางคนติดง่าย แต่บางคนไม่ติดเลย

ติดโควิด-19

ติดโควิด-19 เกิดจากปัจจัยอะไร ทำไมบางคนติดง่าย แต่บางคนไม่ติดเลย

ติดโควิด-19 เหตุใดบางคนจึงติดเชื้อโควิด-19 เหตุใดบางคนจึงไม่ติด ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจจะสัมผัสเชื้อไวรัสโควิดในจำนวนเท่า ๆ กัน ก็ตาม คำถามที่บางที คุณก็อาจกำลังสงสัยอยู่ใช่หรือไม่ ในวันนี้ เราลองไปอ่านความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่พยายามค้นหา คำตอบในเรื่องนี้กันดูว่า มันอาจจะเกิดขึ้นกันแน่ มันมาจากปัจจัยใดได้บ้าง และจนถึงปัจจุบันมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด

ปัจจัยที่อาจส่งผลให้บางคนติดโควิดยาก หรือบางคนไม่ติดเลย

ติดโควิด-19 เกิดจากปัจจัยอะไร ทำไมบางคนติดง่าย แต่บางคนไม่ติดเลย

ทีเซลล์ (T-cells)

เมื่อเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา งานวิจัยล่าสุด ที่ถูกตีพิมพ์ จาก อิมพีเรียล คอลเลจ ในประเทศอังกฤษ ระบุว่า การสัมผัสกับไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นไวรัสที่เป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ไม่ได้ทำให้เกิดการติดเชื้อได้เสมอไป

โดยเฉพาะกับคนบางส่วนที่มี ทีเซลล์ (T-cells) ในระดับสูง หลังติดเชื้อไข้หวัดธรรมดาก่อนหน้านี้ กลับมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ที่แข็งแกร่ง จนกระทั่ง แม้ว่าจะได้สัมผัสกับไวรัส SARS-CoV-2 แต่กลับไม่ได้ติดเชื้อเลย อย่างไรก็ดี ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้นั้น สามารถหลีกเลี่ยงไวรัสได้อย่างสมบูรณ์ หรือว่า เป็นเพราะสามารถกำจัดไวรัสได้ ตามกลไกธรรมชาติ ก่อนที่จะตรวจพบด้วยวิธีการตรวจหาเชื้อหรือไม่

แต่ถึงแม้ว่าการค้นพบในครั้งนี้ จะถือเป็นหนึ่งในการค้นพบที่สำคัญ แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ก็ยังคงยืนยันว่า มันเป็นเพียงหนึ่งในรูปแบบของกลไกการป้องกันของร่างกายเท่านั้น และวิธีการที่ดีที่สุด จากการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในเวลานี้ ก็ยังคงเป็นการเข้ารับการฉีดวัคซีนครบสูตร รวมถึงวัคซีนเข็มกระตุ้น

พันธุกรรม

อีกหนึ่งคำถามสำคัญ ที่เกิดขึ้น ในช่วงระหว่างการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 เหตุใดคนสองคน ที่ติดเชื้อโควิดเหมือนกัน จึงมีการตอบสนอง ต่อการติดเชื้อที่แตกต่างกันมาก โดยคนหนึ่งอาจพบว่ามีอาการป่วยหนัก ในขณะที่อีกคนกลับไม่แสดงอาการป่วยใด ๆ เลยทั้งสิ้น

โดย ศจ.แดนนี อัลแมน (Danny Altmann) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยา อิมพีเรียล คอลเลจ ในลอนดอน เปิดเผยว่า งานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างพันธุกรรมกับระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ และการติดเชื้อโควิด ซึ่งกำลังจะมีการเผยแพร่ในเร็ว ๆ นี้ พบว่า รูปแบบของระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์นั้น สามารถสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้

โดยการวิจัย มุ่งเน้นไปที่ Human leukocyte antigen หรือ HLA ซึ่งเป็นแอนติเจน ที่สามารถพบได้บนผิวเซลล์ของเม็ดเลือดขาว และเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการกระตุ้น ให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย และพบว่า HLA บางชนิดมีแนวโน้มว่า จะมีการติดเชื้อโควิด แบบแสดงอาการอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มียีน HLA-DRB1*1302

วัคซีนต้านโควิด-19

วัคซีนต้านโควิดนั้น ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพในการลดการติดเชื้อที่รุนแรง ลดการเข้ารับการรักษาตัว ในโรงพยาบาล รวมถึงลดการเสียชีวิตได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีวัคซีนชนิดใด ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้มากถึง 100% ก็ตาม

อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่มีอยู่จนถึง ณ ตอนนี้ คือ แม้ว่าจะมีบางคนที่ฉีดวัคซีนครบสูตร หรือ วัคซีนเข้มกระตุ้นแล้วก็ตาม แต่ก็ยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนได้ (ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงนัก) แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่ง ที่มีการตอบสนองด้านภูมิคุ้มกัน ที่แตกต่างออกไปอีก ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้นั้น จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาวัคซีนในอนาคต

ติดโควิด-19 ผลการทดลอง และวิจัยล่าสุดพบอะไรเพิ่มเติม

การทดลองและวิจัยล่าสุดของ อิมพีเรียล คอลเลจ ร่วมกับศูนย์วิจัยอื่น ๆ ในประเทศอังกฤษ ซึ่งได้มีการนำอาสาสมัครวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดี รวมทั้งหมด 36 คน มาทำการทดสอบด้วยการให้ได้รับเชื้อโควิด ในระดับต่ำ ด้วยวิธีการแหย่เข้ารูจมูก จากนั้น อาสาสมัครทุกคน จะอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ และการควบคุมภายใต้สภาวะแวดล้อม ที่มีการควบคุมที่ดี ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าอาสาสมัคร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ติดเชื้อ ในขณะที่อีก 50% ไม่ติดเชื้อ โดยอาสาสมัคร 18 คนที่มีการติดเชื้อ จะมีจำนวน 16 คน ที่พบว่ามีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย คล้ายอาการเป็นหวัด เช่น อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล การไอ จาม และเจ็บคอ

นอกจากนี้แล้ว ยังได้รับข้อมูลสำคัญเรื่อง ระยะฟักตัว โดยทั้ง 18 คน มีเวลาเฉลี่ยตั้งแต่ เริ่มสัมผัสไวรัสในครั้งแรก จนถึงการตรวจพบไวรัส และจะมีอาการในระยะแรกเริ่ม ประมาณ 42 ชั่วโมง ซึ่งสั้นกว่าการประมาณการค่าเฉลี่ยก่อนหน้านี้ ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 5-6 วัน และจากการตรวจหา ปริมาณเชื้อไวรัส ภายในจมูกและคอ ของอาสาสมัครที่ติดเชื้อ ยังพบว่า ค่าเฉลี่ยปริมาณของเชื้อไวรัส ที่พบสูงสุด จะอยู่ที่ช่วงเวลาประมาณ 5 วันหลังการติดเชื้อ ในขณะที่บางคนนั้น อาจพบปริมาณเชื้อสูงสุด ในวันที่ 9-12

อาการของตามัว สัญญาณบ่งบอกที่ควรพบแพทย์ การรักษาอาการ และวิธีป้องกันที่ควรรู้

อาการของตามัว สัญญาณบ่งบอกที่ควรพบแพทย์ การรักษาอาการ และวิธีป้องกันที่ควรรู้

อาการของตามัว

อาการของตามัว สัญญาณบ่งบอกที่ควรพบแพทย์ การรักษาอาการ และวิธีป้องกันที่ควรรู้

อาการของตามัว อาจส่งผลต่อการมองเห็นบางส่วนหรือทั้งหมด เช่น หากกระทบต่อสายตาส่วนรอบ ๆ ก็จะทำให้การมองเห็นบริเวณรอบๆ ข้าง พร่ามัวได้ ซึ่งอาจมีอาการต่าง ๆ แตกต่างกันไป และสาเหตุจะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

ตามัว สัญญาณบ่งบอกที่ควรพบแพทย์ การรักษาอาการ และวิธีป้องกันที่ควรรู้

อาการของตามัว สัญญาณบ่งบอกที่ควรพบแพทย์ การรักษาอาการ และวิธีป้องกันที่ควรรู้

สาเหตุ

  • มีขี้ตา มีน้ำตาเยอะ หรืออาจมีเลือดออกจากดวงตา
  • ตาแห้ง มีอาการคันตา หรือเจ็บตา
  • มองเห็นจุด หรือมีเส้นใยบาง ๆ ในดวงตา
  • เส้นเลือดฝอยในดวงตาแตกก
  • ตากลัวแสง หรือไม่สู้แสง
  • มองเห็นไม่ชัดเจนในระยะใกล้ หรือในเวลากลางคืน
  • สายตาส่วนกลาง หรือสายตาส่วนรอบ ๆ มีการเสียหาย
  • กระจกตาถลอก หรือมีรอยแผลเป็นบนกระจกตา
  • จอประสาทตาติดเชื้อ
  • โรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจอประสาท ซึ่งทำให้ความสามารถ ในการมองเห็น การตอบสนองต่อแสงลดลง และผู้ป่วยจะค่อย ๆ สูญเสียการมองเห็น จนอาจจะทำให้ตาบอดได้
  • ภาวะสายตายาวตามอายุ ที่ส่งผลให้ความสามารถในการโฟกัสลดลง
  • โรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ คือสาเหตุทั่วไปของผู้สูงอายุ โดยเกิดจากการเสื่อมของจุดรับภาพ ในบริเวณส่วนกลาง และจอประสาทตาที่จุดกึ่งกลางของกระจกตา
  • การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่สะอาด หรือเสียหายอาจทำให้เกิดอาการตามัวได้
  • โรคต้อหิน มีแรงดันในดวงตาที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เส้นประสาทของตาเสียหาย และก่อให้เกิดโรคต้อหินได้
  • โรคต้อกระจกตาอาจส่งผลให้เลนส์ตาขุ่นมัวได้
  • โรคไมเกรน ผู้ป่วยบางคน อาจมีอาการตามัว ก่อนที่จะมีอาการไมเกรนจะเริ่มต้นขึ้น
  • ภาวะเบาหวานขึ้นตา ผู้ป่วยเบาหวานอาจจะมีอาการตามัวได้หากระดับน้ำตาลไม่คงที่
  • อาหารเสริม หรือยาบางประเภท เช่น ยาคุมกำเนิด, คอร์ติโซน, ยารักษาโรคหัวใจ, ยากลุ่ม Anticholinergics} ยาต้านภาวะซึมเศร้า, หรือพวกยาลดความดัน เป็นต้น

สัญญาณที่ควรพบแพทย์

  • เจ็บตามาก ๆ
  • บริเวณตาขาวเริ่มจะเป็นสีแดง
  • ปวดศีรษะมาก ๆ
  • ใบหน้ามีลักษณะบิดเบี้ยว
  • พูดลำบากหรือพูดติดขัด
  • ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อข้างใดข้างหนึ่งของหน้าได้
  • มีปัญหาในการมองเห็น หรืออาจสูญเสียการมองเห็นในบางส่วน หรือทั้งหมดชั่วคราว

การรักษาอาการตามัว

  • การสวมแว่นตา ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใส่แว่นตา เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น
  • การรักษาแบบโมโนวิชั่น หรือเบลนด์วิชั่น ความสามารถในการมองเห็นของดวงตาทั้ง 2 ข้าง มักมีความแตกต่าง และเสื่อมโทรมตามระยะเวลาที่ต่างกัน ผู้ป่วยอาจจะเลือกใส่คอนแทคเลนส์ ที่มีค่าสายตาต่างกัน เพื่อช่วยให้ประสาทตา สามารถปรับระยะการโฟกัส ของการมองเห็น ทั้งในระยะใกล้และไกลได้
  • เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด อาการตามัวนั้น อาจเกิดขึ้นจากระดับน้ำตาลลดลง ผู้ป่วยจึงอาจจะต้องรับประทานอาหาร ที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล ที่ออกฤทธิ์รวดเร็ว เช่น ลูกอม น้ำผลไม้ เป็นต้น
  • การผ่าตัด หากอาการตามัว ที่เกิดจากโรคต้อกระจก การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนเลนส์ตาก็อาจมีความจำเป็น

การป้องกันอาการตามัว

  • การป้องกันอาการตามัว
  • ให้สวมแว่นกันแดดตลอดเวลาเมื่ออยู่ในที่แจ้ง หรือแว่นตาป้องกัน ขณะทำงานในบริเวณที่มีสารเคมี หรือฝุ่นละอองมาก
  • เลือกรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อดวงตา เช่น พวกผักใบเขียว ผักสีม่วง หรือเนื้อปลา ที่มีส่วนประกอบของโอเมก้า 3
  • งดการสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • ล้างมือให้สะอาด ก่อนการใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ทุกครั้ง เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ และทำความสะอาดแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์อยู่เสมอ เนื่องจากคราบไขมัน หรือสิ่งสกปรก แปลกปลอม อาจเกาะอยู่บนเลนส์ และทำให้เกิดอาการตามัวได้ ทั้งยังควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับน้ำยาแช่ หรือน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับเลนส์แต่ละประเภท
  • กรณีที่เข้ารับการตรวจตา และไม่พบความผิดปกติใด ๆ ผู้ป่วยอาจใช้ยาหยอดตาเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับดวงตาได้ โดยควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเพื่อความปลอดภัยเสมอ
  • ตรวจตาเป็นประจำ จะช่วยป้องกันปัญหาความผิดปกติของดวงตาที่อาจเกิดขึ้น
โรคอัลไซเมอร์ โรคที่ไม่เจ็บป่วยทางกาย แต่ส่งผลต่อการเจ็บปวดทางใจของคนใกล้ชิด มาเช็กอาการกันเถอะ ก่อนจะสายเกินไป

โรคอัลไซเมอร์ โรคที่ไม่เจ็บป่วยทางกาย แต่ส่งผลต่อการเจ็บปวดทางใจของคนใกล้ชิด มาเช็กอาการกันเถอะ ก่อนจะสายเกินไป

โรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ โรคที่ไม่เจ็บป่วยทางกาย แต่ส่งผลต่อการเจ็บปวดทางใจของคนใกล้ชิด มาเช็กอาการกันเถอะ ก่อนจะสายเกินไป

โรคอัลไซเมอร์ โรคที่ไม่เจ็บป่วยทางกาย แต่ส่งผลต่อการเจ็บปวดทางใจของคนใกล้ชิด มาเช็กอาการกันเถอะ ก่อนจะสายเกินไป โรคอัลไซเมอร์ หรือ Alzheimer เป็นหนึ่งโรค ที่เกิดจากทำงานของสมองที่เสื่อมสภาพ มักพบได้บ่อยในผู้สูงวัย ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แต่ก่อนที่ผู้ป่วยจะเป็นอัลไซเมอร์ จะแสดงอาการอัลไซเมอร์มาระยะหนึ่งแล้ว ความทรงจำจะค่อย ๆ เลือนลาง ทำให้เซลล์สมองเสื่อม สมองฝ่อ คนที่อยู่ใกล้ชิดจะต้องดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง และใกล้ชิด ซึ่งโรคนี้จะเป็นโรคที่ หากเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวแล้ว คงจะแอบเสียใจอยู่ไม่ใช่น้อย หากวันนึง คนที่รักมากที่สุด จำเราไม่ได้ มาเช็กกันเถอะ ว่าคนรอบตัวหรือแม้กระทั่งคุณเอง มีอาการเหล่านี้หรือไม่

อัลไซเมอร์ โรคที่ไม่เจ็บป่วยทางกาย แต่ส่งผลต่อการเจ็บปวดทางใจของคนใกล้ชิด มาเช็กอาการกันเถอะ ก่อนจะสายเกินไป

โรคอัลไซเมอร์ โรคที่ไม่เจ็บป่วยทางกาย แต่ส่งผลต่อการเจ็บปวดทางใจของคนใกล้ชิด มาเช็กอาการกันเถอะ ก่อนจะสายเกินไป

อัลไซเมอร์ เกิดจากอะไร

– อายุที่มากขึ้น ก็เสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ได้ง่าย โดยพบในวัยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้ที่มีอายุ 85 ปีขึ้นไป พบได้มากถึง 40-50 % เลยทีเดียว
– ส่งต่อทางพันธุกรรม อัลไซเมอร์สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ค่อนข้างน้อย
– ภาวะสมองเสื่อม เกิดจากการทำงานของสมอง ที่สะสมสารเบต้าอมีลอยด์ ที่ทำลายเซลล์สมอง จนทำให้ความทรงจำถดถอยลง
– การสะสมของโปรตีนบางชนิดที่มากกว่าปกติ เช่น อะไมลอยด์ (amyloid) และ ทาว (tau)
– ภาวะโรคแทรกซ้อน ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน โรคดาวน์ซินโดรม โรคเนื้องอกสมอง โพรงน้ำในสมองขยายตัว โรคขาดฮาร์โมนต่อมไทรอยด์ หรือโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น ชิฟิลิสและเอดส์ เป็นต้น

อาการอัลไซเมอร์ ไม่ใช่แค่หลงลืม

อัลไซเมอร์ อาการทั่วไปแบ่งได้ 3 ระยะ ได้แก่
ระยะแรก ที่ผู้ป่วยนั้น เริ่มมีความทรงจำที่ถดถอยลง ชอบพูดซ้ำ ๆ เรื่องเดิม ๆ สับสับทิศทาง อาร์มเสียง่าย และซึมเศร้า
ระยะที่สอง ผู้ป่วยจะมีอาการที่ชัดเจนขึ้น ความจำแย่ลง หงุดหงิดง่าย
ระยะที่สาม เป็นระยะที่รุนแรงมาก ผู้ป่วยไม่สามารถตอบสนอง ต่อคนรอบข้างได้ ใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้เหมือนแต่ก่อน เคลื่อนไหวและทานข้าวเองไม่ค่อยได้ หรืออาจกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด

อาการที่บ่งบอกอื่น ๆ อีก มีดังต่อไปนี้

1. อาการหลง ๆ ลืม ๆ
เป็นอาการที่พบได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มต้น เช่น จำไม่ได้ว่าวางของไว้ที่ไหน หลงทิศทาง ทั้งที่เคยไปมาก่อน ถ้าเป็นระยะที่มีความรุนแรงขึ้น จะไม่สามารถจำคนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งลืมชื่อของตนเอง

2. สับสนเรื่องเวลา สถานที่ ฤดูกาล
ผู้ป่วย มักใช้ชีวิตประจำวันไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้เรื่องของเวลา สถานที่ และฤดูกาล เพราะการทำงานของสมองนั้น เริ่มถดถอยลง

3. ทำอะไรซ้ำ ๆ พูดเรื่องเดิม ๆ
มีปัญหาในการสื่อสาร เช่น ลืมบทสนทนา การตอบไม่ตรงคำถาม หรือชอบทำอะไรซ้ำ ๆ พูดแต่เรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ วกวนไปมา คนใกล้ตัวจะสังเกตอาการของผู้ป่วยได้ชัดเจน

4. หงุดหงิด และโมโหง่าย
อาการแปรปรวนง่าย ชอบหงุดหงิด โมโห และก้าวร้าว บางครั้งก็พูดจาหยาบคาย จนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ บางครั้งก็รู้สึกกระวนกระวาย และมีอาการวิตกกังวลร่วมด้วย

5. มีอาการซึมเศร้า
เป็นหนึ่งในอาการอัลไซเมอร์ ที่พบได้บ่อยที่สุด คือผู้ป่วยจะมีอาการซึมเศร้า รู้สึกว้าเหว่ รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ถูกทอดทิ้ง และไม่มีใครคอยสนทนา ก็ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้ง่าย

6. ดูแลตัวเองไม่ได้
ถ้าผู้ป่วยอยู่ในระยะรุนแรง จะไม่สามารถดูแลตัวเอง หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น ทานอาหารไม่ได้ เคลื่อนไหวไม่ได้ ต้องให้คนคอยช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดอยู่ตลอด

7. อ่อนแรง กล้ามเนื้อสั่น
โดยจะพบอาการอ่อนแรง แขนขาชา กล้ามเนื้อสั่น บางรายก็ป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน กล้ามเนื้อ และระบบประสาททำงานไม่ประสานกัน

8. นอนไม่ค่อยหลับ
บางรายก็มีปัญหาเรื่องของการนอน เช่น การนอนไม่หลับ การนอนไม่เต็มอิ่ม เพราะผู้ป่วยอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่ มักจะมีอาการวิตกกังวล ทำให้นอนหลับได้ยาก

9. มีอาการประสาทหลอน
ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยระยะที่สาม ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

วิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์

1. การรักษาด้วยการใช้ยา
เป็นการใช้ยา เพื่อช่วยควบคุมอาการ ยับยั้งเอนไซม์ ที่ทำลายระบบประสาทอะซีติลโคลีน เพิ่มหรือปรับระดับของสารแอซิติลโคลีน เพื่อไม่ให้ลดลงเกินไป หรือแพทย์อาจจะให้ยาทางจิตเวช ควบคู่ไปด้วยสำหรับผู้ป่วยบางราย

2. การรักษาด้วยการฟื้นฟูสมอง
ทำได้ด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ การอ่านหนังสือ เล่นเกมที่ฝึกใช้สมอง พบปะผู้คน ฝึกพูด หรือสนทนากับคนรอบข้าง เพื่อฟื้นฟูความทรงจำ ฝึกการเคลื่อนไหวของร่างกาย ปรับการนอนหลับให้เพียงพอ ฝึกการทานอาหารด้วยตัวเอง รวมถึงดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ อย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน เพราะการดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้สมองสดชื่น เลือดไหลเวียนดีขึ้น

พัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง เพียงแค่คิดคำถามเดียว ตอบคำถามตัวเองให้ได้ ว่าเราต้องการอะไร

พัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง เพียงแค่คิดคำถามเดียว ตอบคำถามตัวเองให้ได้ ว่าเราต้องการอะไร

พัฒนาตัวเอง

พัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง เพียงแค่คิดคำถามเดียว ตอบคำถามตัวเองให้ได้ ว่าเราต้องการอะไร

พัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง เพียงแค่คิดคำถามเดียว ตอบคำถามตัวเองให้ได้ ว่าเราต้องการอะไร ซึ่งการพัฒนาตนเอง หรือการใช้ชีวิต ให้มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่หลายคน อยากทำได้ แต่มันไม่ง่ายเลย และมักจะมีหลายขั้นตอน ต้องปรับปรุงชีวิต ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งหาเป้าหมายชีวิต ทั้งปรับอุปนิสัย แต่มันก็คุ้มค่า ถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง เพียงแค่คิดคำถามเดียว ตอบคำถามตัวเองให้ได้ ว่าเราต้องการอะไร

พัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง เพียงแค่คิดคำถามเดียว ตอบคำถามตัวเองให้ได้ ว่าเราต้องการอะไร

ความไม่ง่ายที่เราต้องทั้งขยัน ทั้งมีวินัย รวมถึงต้องพยายามเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่บางที ก็ทำให้หลงเข้าใจ อะไรผิด ๆ ไป เหตุเพราะปัจจัยมันซับซ้อนเกินไป ไม่นับรวมไปถึงการศึกษาเรื่องพวกนี้ กับคนผิด วิธีที่ผิด ๆ ที่ทำให้สุดท้าย นอกจากชีวิตเราไม่พัฒนา ไม่ก้าวหน้าไปไหน อาจกลายเป็นถอยหลังไปแทนด้วยซ้ำ

เหตุนี้ เพื่อจะลดความซับซ้อน ทุกสิ่งทุกอย่าง ในการที่จะพัฒนาตนเอง หรือพัฒนาชีวิต ให้ดีขึ้น จึงขอแนะนำแนวทาง ที่สามารถทำได้ตั้งแต่เริ่มต้น ตลอดไปจนทุก ๆ วันของชีวิต ด้วยการตอบคำถาม เพียงคำถามเดียว

ต้องการอะไร ให้ถามตัวเองเสมอ

กับคำถามที่ว่า เราต้องการอะไร ที่ควรตั้งใจตอบตัวเองให้ได้ มันจะสามารถ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แทบจะทันทีของชีวิต เช่น ในขณะที่เรากำลังเล่นสื่อโซเชียลมีเดียอยู่ เราก็ถามตัวเองขึ้นมาว่า ต้องการอะไร เราอาจจะพบว่า เราไม่ได้ต้องการอะไรเลย เมื่อนั้นเราจะรู้สึกว่านี่ เรากำลังทำตัวเองเสียเวลาใช่ไหม หรือในตัวอย่างเดียวกันนี้ หากมีคำตอบว่า เล่น facebook ตอนนี้ เพื่อดูชีวิตคนหนึ่ง ก็ถามตัวเองต่อไปอีกว่า ที่ดูชีวิตเขานั้น ต้องการอะไร? เราก็อาจจะพบคำตอบคล้ายกัน เพราะชีวิตเขาที่เราดูนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเลย นี่ก็กำลังเสียเวลาเช่นกัน

หรืออีกตัวอย่าง ที่คำตอบอาจจะเป็นว่า ที่เล่นอยู่ตอนนี้ เพื่อดูข่าวสาร ตามความเคลื่อนไหวสังคม ดูเป็นคำตอบที่ดี แต่ทำไมต้องดูบน สื่อนี้ ที่ที่เต็มไปด้วยข่าวปลอม และหลาย ๆ ครั้ง เต็มไปด้วยความเอนเอียงของสังคม การใส่อารมณ์ที่ทำให้เราเครียด ส่งผ่านทางความคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งบนความเป็นจริง ถ้าจะตามข่าวสาร ก็ควรเข้าเว็บข่าวที่น่าชื่อถือ ส่วนหนึ่งก็ใช่ว่าจะดูข่าวสารบน facebook ไม่ได้ แต่มันก็มีโอกาสที่ทำให้เราไขว้เขว เสียเวลา เสียสมาธิ หากเผลอไปดูคลิปอื่น เรื่องคนอื่นจน ไม่ได้อ่านสาระจากข่าวสักที

และที่มากไปกว่านั้น บางที สิ่งที่เราสนใจกว่า จะกลายเป็น Comment (ความคิดเห็น) ซึ่งถ้าทบทวน เหล่านั้นคือความคิดคนอื่น ที่เขาจะคิดกันอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นประโยชน์ บางส่วนอาจมีสาระข้อเท็จจริงอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่อ่านเพียงเพื่อสนองอารมณ์ ความอยากรู้ว่าคนอื่นคิดยังไง นอกจากไม่เกี่ยวกับเราแล้วยังเป็นสิ่งที่ยิ่งดึงเราเข้าไป ให้เกิดทั้งอารมณ์ร่วม (จนเสียสุขภาพจิต) บางทีหลงประเด็น เสียเวลาไปมากกว่าเดิม (ก็แล้วแต่จะพิจารณา) นั่นเป็นเพียงเพราะ หนึ่งตัวอย่างเล็ก ๆ ที่น่าจะใกล้ตัว และนึกภาพออกได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว การที่เราใช้ชีวิตไม่มีประสิทธิภาพ ก็เพราะเราใช้เวลาส่วนใหญ่ ไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น การตั้งคำถามนี้บ่อย ๆ ยิ่งบ่อย ยิ่งดี จะช่วยดึงให้เรากลับมา Productive ได้ไม่ยากเลย

การพัฒนาตนเอง บนเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

การเพียงตั้งคำถามต่อตัวเองว่า ต้องการอะไร แล้วตอบคำถามกับตัวเองอย่างจริงใจ ไม่เพียงแต่จะ ลด หยุด หรือทบทวน สิ่งที่จะทำให้เสียคุณค่า หรือเสียเวลาของเราไปในแต่ละวัน หากใช้มัน เพื่อทบทวน และระลึกถึงเป้าหมายใหญ่ ก็ยิ่งทำให้ชีวิตสามารถเข้าที่เข้าทางได้ เป็นอย่างดี เช่น เป้าหมายในปีนี้ เราคือเก็บเงินให้ได้เท่านั้น เท่านี้บาท

เมื่อเวลามีบางเหตุการณ์เข้ามา แม้จะไม่ใช่เรื่องที่แย่อะไร หรืออะไร ณ เวลานั้น แต่มันอาจทำให้ เราไม่ออกนอกลู่นอกทาง แล้วกลับไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่าได้ เพราะหลายคนที่เคยผ่านการตั้งเป้าหมายใหญ่มา เราก็มักจะสูญเสียเป้าหมาย หรือทำไม่ได้ เพียงเพราะความไขว้เขว ผิดหวัง หรือแพ้ต่อสิ่งเล็ก ๆ แบบนี้แหละ สะสมไปเรื่อย ๆ จนเป้าหมายใหญ่ค่อย ๆ ไกลออกไป จนยากที่จะกลายเป็นจริง นี่จึงเป็นอีกสิ่ง ที่ช่วยยับยังการปล่อยให้ตัวเราเอง พังเป้าหมายใหญ่ไปทีละน้อย เพียงแค่พยายามถามตัวเองเอาไว้ว่า ต้องการอะไร ในวันนี้