ป้ายกำกับ: สุขภาพ

วิธีคลายเครียด ผ่อนคลายแบบไม่ต้องพึ่งยา สภาวะความเครียด อาการเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม ที่อาจนำไปสู่สารพัดโรค

วิธีคลายเครียด ผ่อนคลายแบบไม่ต้องพึ่งยา สภาวะความเครียด อาการเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม ที่อาจนำไปสู่สารพัดโรค

วิธีคลายเครียด

วิธีคลายเครียด ผ่อนคลายแบบไม่ต้องพึ่งยา สภาวะความเครียด อาการเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม ที่อาจนำไปสู่สารพัดโรค

วิธีคลายเครียด ผ่อนคลายแบบไม่ต้องพึ่งยา สภาวะความเครียด อาการเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม ที่อาจนำไปสู่หลายโรคร้าย หลายคนอาจไม่รู้ตัว ว่ากำลังตกอยู่ในสภาวะความเครียด เพราะเคยชินไปแล้ว กับสถานการณ์ตึง ๆ ในชีวิต ที่ต้องเผชิญหน้าอยู่ทุกวัน ๆ แถมบางคน เลือกที่จะไม่ยอมรับด้วยซ้ำ ว่าตัวเองกำลังเครียดอยู่ รู้ตัวอีกที ก็ได้รับผลกระทบจากสารพัดโรค ที่มีสาเหตุมาจากโรคเครียด จนต้องจ่ายค่ารักษากันแบบยาว ๆ จนบางครั้ง อาจต้องหันไปพึ่งยาคลายเครียด เป็นทางลัด ซึ่งยาคลายเครียดนั้น แม้จะช่วยให้เราผ่อนคลาย แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลเสียให้กับร่างกายของเราเสียมากกว่า

วิธีคลายเครียด ผ่อนคลายแบบไม่ต้องพึ่งยา สภาวะความเครียด อาการเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม ที่อาจนำไปสู่สารพัดโรค

วิธีคลายเครียด ผ่อนคลายแบบไม่ต้องพึ่งยา สภาวะความเครียด อาการเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม ที่อาจนำไปสู่สารพัดโรค

จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถบริหารความเครียดนี้ ให้ไม่เกินลิมิต จนอาจส่งผลอันตรายต่อชีวิต มากจนเกินไปได้ โดยไม่ต้องพึ่งพายาคลายเครียด วันนี้เราจึงหยิบยกเอา 6 วิธีคลายเครียดแบบง่าย ๆ ที่ช่วยให้คุณผ่อนคลายได้ในเบื้องต้นแบบไม่ต้องพึ่งยาคลายเครียดมาให้คุณได้ลองอ่าน และนำไปปรับใช้ไปพร้อม ๆ กัน แต่ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า ความเครียดนั้น จะส่งผลอะไรต่อเราบ้าง

ความเครียดก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดบ้าง

1. ด้านร่างกาย
ภาวะที่เครียดเกิดขึ้นนั้น จะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลม เจ็บหน้าอก ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน โรคอ้วน หรือแผลในกระเพาะอาหาร เมื่อบุคคลตกอยู่ในความเครียดเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้สุขภาพร่างกายแย่ลง เนื่องจากเกิดความไม่สมดุล ของระบบฮอร์โมน ซึ่งเป็นชีวเคมีที่สำคัญต่อร่างกายมนุษย์ เพราะทำหน้าที่ช่วยควบคุม การทำงานของระบบต่าง ๆ ภายใน ขณะเกิดความเครียด จะทำให้ต่อมใต้สมองถูกกระตุ้น ทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น จนทำให้เกิดอาการทางกายหลาย ๆ อย่าง แตกต่างกันไป ในแต่ละบุคคล ตั้งแต่ปวดศีรษะ ปวดหลัง อ่อนเพลีย หากบุคคลนั้น ต้องเผชิญกับความเครียดที่รุนแรงมาก ๆ ก็อาจส่งผลให้ บุคคลเสียชีวิตได้ เนื่องจากระบบการทำงาน ที่ล้มเหลวของร่างกาย เช่น คนที่มี โรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว หากเกิดความเครียดอย่างรุนแรง ฮอร์โมนคอร์ติซอลนี้ ก็จะไปกระตุ้นระดับน้ำตาลในเลือด ให้สูงขึ้น หรือลดต่ำลงอย่างผิดปกติ และทำให้เกิดอาการช็อกได้

2. ด้านจิตใจและอารมณ์
จิตใจของบุคคลที่เครียดนั้น จะเต็มไปด้วยการหมกมุ่นครุ่นคิด ไม่สนใจสิ่งรอบตัว ใจลอย ขาดสมาธิ ความระมัดระวัง ในการทำงานหายไป เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย จิตใจขุ่นมัว โมโหโกรธง่าย และอสจสูญเสียความเชื่อมั่น ในความสามารถที่จะจัดการกับชีวิต ของตนเอง เศร้าซึม คับข้องใจ วิตกกังวล ขาดความภูมิใจในตนเอง ในบางราย ที่ตกอยู่ในภาวะเครียด มาอย่างยาวนานมาก อาจก่อให้เกิดอาการทางจิต จนกลายเป็นโรคจิต หรือโรคประสาทได้ เนื่องจากการเผชิญต่อภาวะเครียด เป็นเวลานาน ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น จนทำให้เซลล์ประสาทฝ่อ และลดจำนวนลง โดยเฉพาะในสมองส่วนที่ เกี่ยวข้องกับกับความจำ และด้านสติปัญญา จึงทำให้ ความจำ และสติปัญญาลดลง และยังมีผลต่อการทำงานของสารสื่อประสาท จึงทำให้เกิดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลกว่าเวลาปกติ

3. ด้านพฤติกรรม
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ดังกล่าวข้างต้น ทำให้พฤติกรรมการแสดงออก ของบุคคลนั้น ๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น บุคคลที่เครียดมาก ๆ บางรายจะมีอาการเบื่ออาหาร หรือบางรายอาจจะรู้สึกว่า ตัวเองหิวอยู่ตลอดเวลา และทำให้มีการบริโภคอาหาร มากกว่าที่เคยกินปกติ มีอาการนอนหลับยาก หรือนอนไม่หลับ หลายคืนติดต่อกัน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เริ่มปลีกตัวจากสังคม และเผชิญกับความเครียดอย่างโดดเดี่ยว บ่อยครั้ง บุคคลอาจจะมีพฤติกรรม การปรับตัวต่อความเครียดในทางที่ผิด เช่น สูบบุหรี่ ติดเหล้า ติดยา เล่นการพนัน การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีบางอย่าง ในสมองของบุคคล ทำให้บุคคลมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น ความอดทนเริ่มต่ำลง พร้อมที่จะเป็นศัตรูกับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น อาจมีการอาละวาดขว้างปาข้าวของ ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายร่างกายตนเอง หรือหากบางรายที่มีความเครียดมาก อาจเกิดอาการหลงผิด และตัดสินใจแบบชั่ววูบนำไปสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด

6 วิธีคลายเครียดง่าย ๆ ผ่อนคลายแบบไม่ต้องพึ่งยา

1. บำบัดความเครียด ด้วยการทำในสิ่งที่ตนชอบ
2. ใช้อาหารที่ชอบเป็นตัวช่วยในการคลายเครียด
3. รักษาอาการเครียดจากการกอด
4. เข้าร่วมกิจกรรมที่ช่วยฝึกจิตใจ ลดความเครียด เช่น ฝึกสมาธิ
5. การออกกำลังกายเบา ๆ
6. เปลี่ยนบรรยากาศแวดล้อมให้เหมาะ กับการผ่อนคลายความเครียด

ผดผื่นแพ้ อาการแพ้อากาศที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง ผดผื่นแดงตามตัว เกิดจากอะไร วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการ

ผดผื่นแพ้ อาการแพ้อากาศที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง ผดผื่นแดงตามตัว เกิดจากอะไร วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการ

ผดผื่นแพ้

ผดผื่นแพ้ อาการแพ้อากาศที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง ผดผื่นแดงตามตัว เกิดจากอะไร วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการ

ผดผื่นแพ้ อาการแพ้อากาศที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง ผดผื่นแดงตามตัว เกิดจากอะไร วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการ ช่วงนี้ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย แถมฝุ่น PM 2.5 ก็กลับมา หนาแน่นอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อต้องเจอกับสภาพอากาศ และฝุ่นพิษทั้งหลาย หลายคนจะมีอาการแพ้อากาศ ซึ่งมีทั้งอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล คัน และเกิดผื่นแพ้อากาศนั่นเอง ซึ่งผื่นแพ้อากาศนั้น มีสาเหตุจากอะไรบ้าง มีอาการและลักษณะของ ผื่นเป็นอย่างไร ควรระมัดระวังดูแลตนเองอย่างไร บทความนี้จะช่วยไขความกระจ่างให้คุณเอง

อาการแพ้อากาศที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง ผดผื่นแดงตามตัว เกิดจากอะไร วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการ

ผดผื่นแพ้ อาการแพ้อากาศที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง ผดผื่นแดงตามตัว เกิดจากอะไร วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการ
\

ผื่นแพ้อากาศคืออะไร

ผดผื่นแพ้อากาศ เป็นอาการทางผิวหนัง ที่มักจะมาพร้อมกับ อาการภูมิแพ้อากาศ ซึ่งสาเหตุหลัก ของการเกิดภูมิแพ้อากาศนั้น มีทั้งที่เป็นเฉพาะฤดูกาล ทำให้สารก่อภูมิแพ้ กระจายในอากาศเพิ่มขึ้น เช่น ภูมิแพ้เกสรดอกไม้ หรือภูมิแพ้อากาศ ที่เป็นตลอดทั้งปี ซึ่งเกิดจากได้รับสารก่อภูมิแพ้ จากสภาพแวดล้อม เช่น ภูมิแพ้ฝุ่น หรือไรฝุ่น เป็นต้น จนก่อให้เกิดผื่นแพ้อากาศตามมา โดยผื่นแพ้อากาศ มักถูกกระตุ้นเมื่อถึงฤดูหนาว ที่มีอากาศแห้ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการคัน และผื่นแพ้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ผื่นแพ้อากาศยังสามารถเกิดได้ จากการสูดดมสารระคายเคือง หรือมลพิษต่าง ๆ โดยเฉพาะ หากมีค่าฝุ่นพิษ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ที่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งฝุ่นพิษนี้ เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ของมนุษย์เรานั่นเอง เช่น ควันจากท่อไอเสียรถ การเผาขยะ ด้วยเหตุที่ฝุ่นเหล่านี้ มีผลต่อการกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ ทั้งยังลดแอนติออกซิแดนซ์ ให้น้อยลงอีกด้วย เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับฝุ่นนาน ๆ ผิวพรรณก็ไม่แข็งแรง เกิดโอกาสผื่นคันแพ้ฝุ่น และระคายเคืองได้ง่าย ย่อมทำให้เกิดอาการมีผื่นแพ้อากาศได้

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นผื่นแพ้อากาศ

การหลีกเลี่ยงการสัมผัส กับสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในอากาศ เป็นการป้องกัน ภูมิแพ้อากาศ ที่ดีที่สุด และควรดูแลตัวเองเพิ่มเติม ด้วยวิธี ต่อไปนี้

  1. หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น ใช้สบู่ที่อ่อนโยน การอาบน้ำอุ่น จะยิ่งทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น จนก่อให้เกิด การระคายเคืองมากยิ่งขึ้น และควรใช้สบู่ ที่อ่อนโยนต่อผิว และใช้ผลิตภัณฑ์ สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ เพราะส่วนผสมของสบู่ ที่มีน้ำหอม หรือสารกันเสีย จะยิ่งทำให้เกิดผื่นแดง หรือผื่นคันแพ้ฝุ่น มากยิ่งขึ้น
  2. ใช้ครีมบำรุง เพื่อลดการระคายเคือง การเผชิญสภาพอากาศ ที่ส่งผลเสียต่อผิวหนัง จนเกิดการอักเสบ ผิวถูกทำลาย ดังนั้น จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยให้ผิวนุ่ม และชุ่มชื้น หรือครีมที่ช่วยกักความชุ่มชื้นในผิว สำหรับคนผิวแห้ง แดง คัน หรือผื่นแพ้ฝุ่น ที่ปราศจากน้ำหอม และผสานสารสำคัญ จากธรรมชาติ และกรดไขมัน ที่จำเป็นต่อผิว จะช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่อ ไม่แห้งแตก จนทำให้เกิดการระคายเคืองได้
  3. ใส่หน้ากากอนามัยตลอด หากต้องไป ในที่ที่มีฝุ่นละอองมาก ควรสวมหน้ากากอนามัย ทุกครั้งที่ต้องเข้าไป ในพื้นที่เสี่ยง โดยต้องสวมใส่ ให้ถูกวิธีด้วย และหลีกเลี่ยง การทำกิจกรรมต่าง ๆ กลางแจ้ง ในวันที่มีอากาศไม่ดี มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ก็จะช่วยป้องกันความเสี่ยงต่ออาการแพ้ที่อาจเกิดกับผิวหน้าเราได้
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหาร ที่มีประโยชน์ เสริมภูมิคุ้มกัน การนอนน้อย หรือภาวะที่ ร่างกายเราพักผ่อนไม่เพียงพอ จะทำให้ภูมิต้านทานลดลง และหากเจอกับฝุ่น ในสภาพอดหลับอดนอน ก็จะส่งผลให้เจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น ดังนั้น เราควรนอนหลับพักผ่อน ให้เพียงพอ นอกจากนี้ ยังต้องรับประทานอาหาร ที่ดีมีประโยชน์ ให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน ผัก และผลไม้ ที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ให้กับร่างกายได้

แม้ว่าสภาพอากาศ จะเปลี่ยนแปลง มีฝุ่น PM 2.5 รวมทั้ง มลพิษ และสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ คอยรบกวน จนเป็นเหตุให้เกิดผื่นแพ้อากาศ แต่เมื่อทราบสาเหตุ ของการเป็นผื่นแพ้อากาศแล้ว เราก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยง สภาพอากาศที่มีฝุ่น รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจก่อให้เกิดการเป็นผื่นแพ้ รวมถึงสามารถป้องกัน และดูแลตัวเองได้ ด้วยการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่ลดการระคายเคือง และสร้างความชุ่มชื่น เพียงเท่านี้ อาการผื่นแพ้อากาศ ก็จะทุเลาลงไปได้ในที่สุด

โรคเกาท์ รู้ทันสัญญาณเตือนของโรคเกาต์ โรคเกาต์คืออะไร รักษาโรคเกาต์อย่างไร

โรคเกาท์ รู้ทันสัญญาณเตือนของโรคเกาต์ โรคเกาต์คืออะไร รักษาโรคเกาต์อย่างไร

โรคเกาท์

โรคเกาท์ รู้ทันสัญญาณเตือนของโรคเกาต์ โรคเกาต์คืออะไร รักษาโรคเกาต์อย่างไร

โรคเกาท์ ภัยเงียบ รู้ทันสัญญาณเตือนของโรคเกาต์ โรคเกาต์คืออะไร รักษาโรคเกาต์อย่างไร โรคเกาต์ หรือ ภาวะข้ออักเสบเฉียบพลัน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Gout เป็นโรคที่เกิดจาก การสะสมของผลึกเกลือยูเรต ตามเนื้อเยื่อของร่างกายเป็นเวลานาน ๆ  ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะต้องเผชิญ กับความเจ็บปวดข้อรุนแรงเฉียบพลัน และสามารถกำเริบซ้ำได้ในหลายเวลา ทำให้ส่งผลด้านลบต่อสุขภาพร่างกาย และจิตใจในระยะยาว

รู้ทันสัญญาณเตือนของโรคเกาต์ โรคเกาต์คืออะไร รักษาโรคเกาต์อย่างไร

โรคเกาท์ รู้ทันสัญญาณเตือนของโรคเกาต์ โรคเกาต์คืออะไร รักษาโรคเกาต์อย่างไร

โรคเกาต์นั้น สามารถรักษาหายขาดได้ หากรักษาอย่างเหมาะสม เป็นเวลาต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการรู้ทัน สัญญาณเตือนของโรคเกาต์ ในระยะแรกเริ่ม มาดูกันดีกว่า ว่าค่ากรดยูริกสูงเท่าไหร่ ถึงจะเข้าเกณฑ์ผู้ป่วยโรคเกาต์ได้

กรดยูริกในเลือดสูงเท่าไหร่ถึงเป็นโรคเกาต์

ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง คือภาวะที่ระดับกรดยูริก สูงกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในคนทั่วไป โดยภาวะกรดยูริกในเพศชาย และเพศหญิงจะไม่เท่ากัน สำหรับเพศชาย จะต้องมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และสำหรับเพศหญิง มีระดับกรดยูริกอยู่ในเลือดสูงกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งค่าปกติทั่วไปในเพศชาย จะมีระดับกรดยูริกในเลือดประมาณ 3.4-7.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และในเพศหญิงจะมีประมาณ 2.4-6.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ทั้งนี้ ผู้ที่มีค่ากรดยูริกสูง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคเกาต์กันหมดทุกคน เพราะผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะต้องมีอาการของการปวดข้อรุนแรงร่วมด้วย

สาเหตุของโรคเกาต์

โรคเกาต์เกิดจากการที่ ร่างกายสร้างกรดยูริกในปริมาณมาก ติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งกรดยูริกถือเป็นของเสียรูปแบบหนึ่งของร่างกาย เมื่อเกิดการสะสม ก็จะตกตะกอนเป็นผลึกที่บริเวณข้อต่อ ทำให้เกิดการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนบริเวณข้ออย่างรุนแรง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเกาต์ ก็มีดังนี้
– คนที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมโรคเกาต์ จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป
– คนที่มีพฤติกรรมที่ชอบรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส
– คนที่เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไต เป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคเกาต์ เช่นกัน

อาการของโรคเกาต์

แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
– ระยะที่ 1: ระยะที่ข้ออักเสบเฉียบพลัน ลักษณะอาการของโรคเกาต์ ในระยะนี้ มักปวดบวมรุนแรงที่ข้อหัวแม่เท้าหรือข้อเท้าใน 24 ชั่วโมงแรก และสามารถหายเองได้ภายใน 5-7 วัน และส่วนใหญ่จะกำเริบซ้ำอีกหากไม่รีบรักษา
– ระยะที่ 2: ระยะที่ไม่แสดงอาการของข้ออักเสบ ลักษณะอาการของระยะนี้ มักเป็นปกติหลังจากข้ออักเสบหายในระยะแรก ไม่มีการแสดงอาการปวดบริเวณข้อ แต่จะมีโอกาสกำเริบซ้ำอีกภายใน 1-2 ปี เมื่อข้ออักเสบ ความปวดก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกครั้ง และอาจมีไข้จากอาการข้ออักเสบด้วย
– ระยะที่ 3: ระยะข้ออักเสบเรื้อรัง ลักษณะของอาการเฉพาะในระยะนี้คือ ข้อมีอาการอักเสบเพิ่มมากขึ้น จนเรื้อรังร่วมกับ พบก้อนผลึกยูเรต หรือเรียกว่า โทฟัส เป็นก้อนสีขาวคล้ายชอล์กตามผิวหนัง บริเวณข้อนิ้วเท้า เอ็นร้อยหวาย ใบหู ข้อนิ้วมือ และข้อศอก อีกทั้งอาจมีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเสี่ยงเกิดภาวะไตวายแทรกซ้อนได้

หากมีอาการปวดตามข้อหัวแม่มือ ข้อเท้า หรือข้อนิ้วเท้า แม้อาการจะหายไป เราขอแนะนำให้ไปตรวจค่ากรดยูริกที่โรงพยาบาล หากมีภาวะกรดยูริกเกิน อาจมีความเสี่ยงเป็นโรคเกาต์ แพทย์จะได้ทำการวินิจฉัย และทำการรักษาอย่างถูกต้อง

การรักษาโรคเกาต์

1. วิธีการรักษาโรคเกาต์โดยไม่ใช้ยา
คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหาร จำพวกโปรตีน หรือพิวรีนสูง ให้น้อยลง เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดหน่อไม้ฝรั่ง สัตว์ปีก งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส และลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เสี่ยง หากมีอาการปวดข้อ สามารถใช้น้ำแข็งประคบในบริเวณที่ปวดได้
2. การรักษาโรคเกาต์โดยใช้ยา
แพทย์จะแนะนำในผู้ป่วยโรคเกาต์ ที่ปวดในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางให้ใช้ยา 3 ชนิดได้แก่ ยาโคลชิซิน กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และกลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเกาต์

ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตน เพื่อลดอาการข้ออักเสบ ดังนี้
– ดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ เพื่อช่วยลดกรดยูริกในเลือดให้น้อยลง
– งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส
– หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูง เพราะพิวรีนเป็นสารตั้งต้นในการสร้างกรดยูริก เช่น พวกเครื่องในสัตว์ อาหารทะเล สัตว์ปีก ยอดหน่อไม้ฝรั่ง และถั่วบางชนิด
– ไปตรวจวัดค่ากรดยูริกในเลือดเป็นประจำ
– ควบคุมน้ำหนักของตน ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
– พบแพทย์ตามนัด และทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ

นอนไม่หลับ นอนหลับยาก นอนยังไงก็หลับไม่ลง ทำไงดี เรามีวิธีช่วยให้คุณ หลับง่ายขึ้น

นอนไม่หลับ นอนหลับยาก นอนยังไงก็หลับไม่ลง ทำไงดี เรามีวิธีช่วยให้คุณ หลับง่ายขึ้น

นอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ นอนหลับยาก นอนยังไงก็หลับไม่ลง ทำไงดี เรามีวิธีช่วยให้คุณ หลับง่ายขึ้น

นอนไม่หลับ นอนหลับยาก นอนยังไงก็หลับไม่ลง ทำไงดี เรามีวิธีช่วยให้คุณ หลับง่ายขึ้น  แล้วเมื่อไหร่จึงเรียกว่านอน ไม่หลับล่ะ  เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เราต้องขออธิบาย ให้รู้ว่า การนอนไม่หลับนั้นไม่ใช่โรค แต่ถือเป็น ปัญหาการนอน ที่ไม่เพียงพอ ทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว รู้สึกไม่สดชื่น โดยอาจส่งผลกระทบ ต่อหน้าที่ การทำงาน และความสัมพันธ์ต่อผู้อื่นได้ ซึ่งหลาย ๆ คนก็อาจมีความรู้สึก เมื่อนอนไม่หลับได้หลายรูปแบบ เช่น นอนหลับยาก ต้องใช้เวลานานถึงจะหลับ , หลับไม่สนิท , นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ , นอนเร็วกว่าปกติ , ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น เมื่อเกิดอาการนี้มาก ๆ เข้า หลายคนก็หมกมุ่น อยู่กับอาการของตน จนไม่เป็นอันทำอะไร ดังนั้น ในบทความนี้ จึงขอพาท่าน มาทำความเข้าใจ อาการนอน ไม่หลับเหล่านี้ เพื่อให้หาวิธีแก้ ที่ถูกต้อง ก่อนที่ สุขภาพของเรา จะกู่ไม่กลับ

นอนหลับยาก นอนยังไงก็หลับไม่ลง ทำไงดี เรามีวิธีช่วยให้คุณ หลับง่ายขึ้น การนอน ไม่หลับส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง

นอนไม่หลับ นอนหลับยาก นอนยังไงก็หลับไม่ลง ทำไงดี เรามีวิธีช่วยให้คุณ หลับง่ายขึ้น

– คุณภาพชีวิตที่ดี อาจลดลง
– ประสิทธิภาพ ในการทำงาน ของท่าน ลดลง
– ความสามารถ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ลดลง
– อาจประสบอุบัติเหตุ ได้ง่าย ซึ่งมีการสำรวจว่า หากขับรถ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 เท่า
– มีการใช้บริการทางแพทย์สูงขึ้น เนื่องมาจากปัญหาด้านสุขภาพ เช่น การปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เฉื่อยชา รู้สึกไม่สดชื่น หงุดหงิด ขาดสมาธิ เป็นต้น
– การนอน ไม่หลับ ในผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคทางจิตเวช มีรายงานพบว่าอาจเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำอีก

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

1. สาเหตุของการนอน ไม่หลับ ที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของจิตใจ จากผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่มีอาการนอน ไม่หลับส่วนใหญ่ มักเกิดจากอาการที่ ส่งผลกระทบต่อเรื่องของจิตใจของบุคคล อาทิเช่น โรคเครียด โรคซึมเศร้า โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้ถึงร้อยละ 70 จะมีอาการนอน ไม่กลับ เป็นอาการหลัก ๆ

2. สาเหตุของการนอน ไม่หลับที่มีปัจจัยที่เข้าไป กระตุ้นให้เกิดการนอน ไม่หลับ ซึ่งมักจะเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว อาทิ
– Adjustment Sleep Disorder เป็นภาวะการนอน ไม่หลับ ที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นที่เพิ่งเกิด เช่น ผลจากความเครียด , การเจ็บป่วย , การผ่าตัด , การสูญเสียของรัก หรืองาน ซึ่งเมื่อใด ที่สิ่งกระตุ้นเหล่านี้หายไป อาการนอนไม่ หลับจะกลับสู่สภาวะปกติ
– Jet Lag มักจะเกิดขึ้น กับผู้ป่วยที่เดินทางบินข้ามเขตเวลา ทำให้ร่างกาย ต้องเปลี่ยนเวลานอน จนปรับตัวเองไม่ทัน เลยเป็นเหตุให้นอนหลับยาก
– Working Conditions เป็นผลมาจากการที่ต้องเข้างานเป็นกะ ทำให้นาฬิกาชีวิตเปลี่ยนไป จนทำให้ นอนไม่เป็นเวลา
– Medications อาการนอน ไม่หลับที่เกิดจากการใช้ยาบางชนิด หรือเครื่องดื่ม เช่น ยาลดน้ำมูก , กาแฟ

วิธีแก้อาการนอนหลับยาก

1. ให้จัดห้องนอน ให้เหมาะสมแก่การนอน ตรวจสอบรอบห้องให้ดี อย่าให้มีเสียงรบกวน หรือเสียงแทรกเข้ามาได้ ควรปรับอุณหภูมิห้อง ให้เหมาะสม ไม่ร้อน หรือหนาวเกินไป ที่สำคัญเลยคือ ห้องนอนควรมืดสนิท เพื่อการนอนหลับที่ดี มีประสิทธิภาพ
2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม ที่มีคาเฟอีน หลังช่วงบ่าย จนถึง ช่วงก่อนเข้านอน
3. ก่อนนอน ให้ดื่มนมอุ่น ๆ สักแก้ว จะช่วยให้ หลับสบายยิ่งขึ้น
4. ไม่ควรงีบหลับ ในเวลากลางวัน เพราะอาจรบกวน การนอนในยามค่ำคืนได้  ถ้าง่วงจนทนไม่ไหวจริง ๆ ก็อย่างีบหลับจนเกิน 1 ชั่วโมง เป็นอันขาด
5. นอนให้เพียงพอ อย่านอนเยอะเกินไป หลังตื่นนอน ควรลุกออกจากเตียง แล้วเดินไปสูดอากาศ ในยามเช้าจะดีกว่า
6. เข้านอน และ ตื่นนอน ให้เป็นเวลา ทำให้ติดเป็นนิสัย ไม่ใช่ว่าคืนไหนนอนดึกก็นอน คืนไหนอยากตื่นสายก็ตื่น บอกเลยว่าห้ามทำเด็ดขาด ไม่งั้น อาจจะกระทบ กับเวลานอน ทำให้อาการนอน ไม่หลับ กลับมาอีก
7. ถ้านอน ไม่หลับเกิน 15-20  นาที ควรลุกออกจากเตียง มาหากิจกรรมอย่างอื่นทำ เช่น การฟังเพลง การอ่านหนังสือวิชาการ หรือหนังสือธรรมมะ น่าจะช่วยให้ รู้สึกง่วงได้ดีไม่น้อย  หลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์ เล่นมือถือ หรือเล่นคอมพิวเตอร์ เพราะแสงจากจอ จะกระตุ้นให้สมองตื่นตัวได้
8. ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30-45 นาที 3-4 วันต่อสัปดาห์ การออกกำลังกาย จะช่วยลดความตึงเครียด ทางอารมณ์ และร่างกายได้ หากออกกำลังกายในช่วงเช้า และเย็นได้ผลดีที่สุด ไม่ควรออกกำลังกายตอนดึก หรือใกล้ช่วงเวลานอน เพราะอุณหภูมิในร่างกาย จะสูงขึ้น และไปกระตุ้นสมอง ให้ทำงาน จะทำให้ เราหลับยากขึ้นกว่าเดิม

ปวดหัวและปวดตา อาการที่คนทั่วไปเป็นบ่อย จนมักจะละเลยสัญญาณแห่งโรคต่างๆ นี้

ปวดหัวและปวดตา อาการที่คนทั่วไปเป็นบ่อย จนมักจะละเลยสัญญาณแห่งโรคต่างๆ นี้

ปวดหัวและปวดตา อาการที่คนทั่วไปเป็นบ่อย จนมักจะละเลยสัญญาณแห่งโรคต่างๆ นี้

ปวดหัวและปวดตา

ปวดหัวและปวดตา อาการที่คนทั่วไปเป็นบ่อย จนมักจะละเลยสัญญาณแห่งโรคต่างๆ นี้ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ ซึ่งบางสาเหตุก็มีอันตรายถึงขั้นชีวิต แต่บางสาเหตุก็เพียงทำให้เกิดความรำคาญเท่านั้น และบางครั้งก็หาสาเหตุไม่ได้

สาเหตุที่ทำให้ปวดหัว ปวดตา แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

ปวดหัวและปวดตา อาการที่คนทั่วไปเป็นบ่อย จนมักจะละเลยสัญญาณแห่งโรคต่างๆ นี้

1 ความเครียดของกล้ามเนื้อ

การปวดหัวจากสาเหตุนี้ มักพบบ่อยๆ คนไข้จะปวดหัวจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อแถวต้นคอและท้ายทอย โดยอาการปวดมักจะไม่มีตำแหน่งที่แน่นอน มักจะปวดร้าวไปที่บริเวณขมับและหน้าผาก หรือกระบอกตา อาการปวดแบบนี้อาจจะเกิดจากความเครียดในการทำงาน นอนผิดท่า นอนตกหมอน เป็นต้น

การปวดหัวจากความเครียดของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับตา คือการปวดบริเวณกระบอกตา หลังจากทำงานที่ละเอียดหรือว่าต้องใช้สายตา เช่น งานฝีมือ หรืออ่านหนังสือตัวเล็กๆ นานๆ พวกนี้จะมีอาการปวดกระบอกตา และอาจร้าวไปถึงท้ายทอยได้ ซึ่งสาเหตุเกิดจากล้ามเนื้อตาล้า หรือกล้ามเนื้อตา ที่ทำงานเกี่ยวกับการเพ่งไม่แข็งแรงพอ คือเพ่งไม่เก่งนั่นเอง

2 ไมเกรน

คนไข้ที่มีอาการนี้มักมีอาการปวดหัวข้างเดียว ตามด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน อารมณ์หงุดหงิด และอาจจะเห็นภาพมัวไปชั่วขณะ หรือเห็นแสงไฟแลบหรือฟ้าแลบกับอาการปวดหัวก็ได้ คนเหล่านี้อาจจะมีประวัติทางครอบครัวร่วมด้วยจากโรคต่างๆ เช่น โรคของสมอง ตา หู โพรงจมูก และฟัน เช่น โรคความดันโลหิตสูงจากสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือมีเลือดออกในเยื่อบุสมองในรายที่เคยได้รับอุบัติเหตุ จากไซนัส, จากหูน้ำหนวก, จากฟันผุ ซึ่งในที่นี้จะพูดเฉพาะอาการปวดหัวที่เกี่ยวข้องกับตาเท่านั้น

3 กล้ามเนื้อตาล้า

อาการกล้ามเนื้อตาล้า คือ อาการปวดหัว ปวดตา ที่เกิดขึ้นเวลาทำงานที่ต้องใช้สายตาใกล้ๆ ในงานที่ละเอียด ซึ่งคนเหล่านี้มักจะทำงานโดยใช้สายตาใกล้ๆ นานๆ ไม่ได้ เพราะกล้ามเนื้อตาที่ใช้มองใกล้ หรือรวมตัวเพ่งในที่ใกล้นั้นไม่แข็งแรงพอ คนไข้จะมีอาการปวดตา ปวดหัว อาจจะปวดที่กระบอกตาและร้าวไปถึงท้ายทอยได้ บางครั้งก็ตาลายเวลาอ่านหนังสือ หรือทำงานที่ต้องใช้สายตาในระยะใกล้ๆ อาการนี้มักพบในเด็กหรือวัยรุ่นที่ต้องอดนอนอ่านหนังสือนานเป็นเวลานานๆ หรือเล่นวีดีโอเกมเป็นเวลานานๆ และอีกกลุ่มที่พบได้คือ กลุ่มที่อายุเริ่มเข้า 40 ปี ซึ่งจำเป็นต้องใช้แว่นดูใกล้ๆ

4 สายตาผิดปกติ

สายตาผิดปกติ คนเหล่านี้มักจะมีอาการปวดหัวไม่มาก แต่ในกรณีที่สายตา 2 ข้างไม่เท่ากัน หรือรายที่มีสายตาเอียงมากๆ จะทำให้ปวดหัว ปวดตาได้ การรักษาจำเป็นต้องตรวจเรื่องสายตาและแก้ไขด้วยการใส่แว่น

5 ต้อหินชนิดเฉียบพลัน

คนไข้มักจะมีอาการปวดหัว ปวดตา ตามัว โดยอาการปวดหัวมักรุนแรง และทานยาแก้ปวดก็ไม่หาย ตาอาจจะแดง เคืองตา น้ำตาไหล ตรวจพบว่าความดันในลูกตาสูงมาก โรคนี้ควรรีบมาพบจักษุแพทย์อย่างเร่งด่วน และต้องได้รับการรักษาให้ทันท่วงที มิฉะนั้นความดันในลูกตาจะกดประสาทตา และถ้าหากทิ้งไว้นานเข้าก็จะกดจนตาบอดได้

การรักษา

– ในกรณีที่ปวดตาจากกล้ามเนื้อตาล้าควรจะพบจักษุแพทย์ก่อน เพื่อดูว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสายตาอื่นๆ หรือไม่ ถ้ามีก็ควรแก้ไขตามคำแนะนำของแพทย์
– ในกรณีที่สายตาปกติดี หรือแก้ไขปัญหาสายตาแล้วยังปวดหัว หรือปวดตาอยู๋ ให้ฝึกการเพ่งของกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถทำเองได้ง่ายๆ โดยถือปากกาหรือดินสอไว้ห่างสุดแขนแล้วเพ่งดูปลายปากกาหรือดินสอนั้น และค่อยๆ เอาปากกาหรือดินสอเข้าหาตัวช้าๆ ขณะเดียวกันก็เพ่งดูปลายปากกาหรือดินสอตลอดเวลา โดยต้องเห็นภาพปลายปากกาหรือดินสอนั้นชัดเจน และเป็นภาพเดียวตลอดเวลา ถ้าหากเห็นเป็น 2 ภาพ หรือเริ่มเห็นไม่ค่อยชัดแสดงว่าตาเริ่มไม่รวมตัว ต้องยืดแขนถอยออกไป จนกระทั่งเห็นภาพชัดใหม่ แล้วเริ่มเพ่งใหม่โดยค่อยๆ เอาปากกาหรือดินสอเข้าหาตัวมากขึ้นๆ โดยทำเช่นนี้ครั้งละ 10-15 รอบ วันละ 3-5 ครั้ง
– การอ่านหนังสือหรือทำงานที่ละเอียดหรือต้องใช้สายตา ให้ทำในที่ๆ มีแสงสว่างมากพอ และควรมีการพักระหว่างทำงานบ้างเป็นช่วงๆ

สรุป

อาการปวดหัวเป็นอาการที่เกิดขึ้นบ่อย และเป็นได้ในทุกเพศทุกวัย โดยมีสาเหตุต่างกันออกไป ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอันตราย หายเองได้ โดยการรับประทานยาแก้ปวด แต่อาการปวดหัวบางชนิดอาจจะเป็นอันตรายแก่สายตาหรือถึงขั้นชีวิต ดังนั้น เมื่อมีอาการปวดหัวร่วมกับอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น การมีไข้ คอแข็ง สายตาพร่ามัวลง มีอารมณ์และความประพฤติเปลี่ยนไป มีอาการปวดหัวรุนแรงจนตื่น คลื่นไส้และอาเจียน เป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง และแก้ไขให้ทันท่วงที

อาการไหลตาย หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

อาการไหลตาย หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

อาการไหลตาย หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

อาการไหลตาย

อาการไหลตาย หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้นถือเป็นภาวะความผิดปกติอย่างหนึ่งของการหายใจที่เกิดขึ้นระหว่างนอนหลับ มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจในส่วนต้น ตั้งแต่บริเวณจมูกลงไปถึงปอดมีความตีบแคบ เนื่องจากกล้ามเนื้อเพดานอ่อนมีความหย่อนยาน จนทำให้เกิดการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ขณะนอนหลับและมีอาการนอนกรน ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ รวมทั้งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต โดยจะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ในช่วงอายุก่อน 35 ปี จะพบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 20 % และอายุ 35 ปี ขึ้นไป จะพบสัดส่วนของผู้ป่วยโรคนี้เป็น 60 % นั่นก็เพราะเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นสมรรถภาพของร่างกายมีการเสื่อมถอยลง กล้ามเนื้อเพดานอ่อนมีความหย่อนยาน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการนอนกรน

อาการไหลตาย หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

อาการไหลตาย หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

อาการที่ต้องสังเกต

ขณะนอนหลับนั้นผู้ป่วยจะมีอาการ แขนขากระตุก ฝันร้าย เช่น ฝันว่าตกจากที่สูง ตกน้ำ ทำให้มีการสะดุ้งตื่นหลับๆ ตื่น ๆ ตรวจพบค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดที่ลดลงต่ำกว่า 90% ส่งผลให้มีคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี มีการหยุดหายใจไปชั่วขณะ ถึงแม้จะมีระยะเวลาการนอนหลับหลายชั่วโมง เมื่อตื่นนอนมาจะพบอาการนอนไม่อิ่ม อ่อนเพลีย ง่วงนอนระหว่างวัน อารมณ์หงุดหงิด ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตการทำงานประจำวันได้ เนื่องจากขณะนอนหลับนั้น ผู้ที่มีอาการนอนกรนจะมีการหายใจผ่านทางช่องที่แคบ ทำให้มีโอกาสการเสียดสีภายในช่องทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นผลให้มีอาการเจ็บคอ คอแห้ง ปากแห้ง จมูกแห้ง ร่วมด้วยเมื่อตื่นนอน เพื่อลดอาการนอนกรน และช่วยให้ขณะที่นอนหลับหายใจได้สะดวกขึ้น แนะนำการนอนตะแคงขวาเเลี่ยงการนอนตะแคงซ้าย เพื่อป้องกันการกดทับของหัวใจในขณะนอนหลับ

ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยง

1. ผู้ที่มีหน้าแบน คางสั้น คอสั้น ปากเล็ก ลิ้นโต
2. เป็นผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
3. มีโรคอ้วน
4. เป็นผู้ที่มีต่อมทอนซิลโต
5. เป็นผู้ที่มีริดสีดวงจมูก
6. เป็นผู้ที่อายุ 35 ปี ขึ้นไป

การตรวจการนอนหลับ Sleep test

ถือเป็นการตรวจแบบมาตรฐานสากลที่ช่วยในกระบวนการตรวจวิเคราะห์ระบบการทำงานของร่างกายขณะที่คุณนอนหลับ อาทิ ระดับออกซิเจนในเลือด ระบบหายใจ การทำงานของคลื่นไฟฟ้าสมอง กล้ามเนื้อ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ พฤติกรรมขณะนอนหลับ เป็นต้น ซึ่งมีประโยชน์สำหรับประกอบการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) ทั้งนี้ผู้เข้ารับการตรวจควรจะต้องเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจโดยงดการทานยานอนหลับ งดดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ

การรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

สำหรับผู้ที่มีอาการนอนกรนร่วมด้วยกับการหยุดหายใจขณะนอนหลับมากกว่า 10 ครั้งขึ้นไป ถือเป็นข้อบ่งชี้ปัญหาสุขภาพที่อันตรายจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอาการนอนกรนให้หาย โดยทำการแก้ไขระบบทางเดินหายใจที่มีการตีบแคบให้ถ่างขยายกว้างออก ซึ่งจะช่วยฟื้นคืนระบบหายใจให้กลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพ สามารถนำออกซิเจนเข้าสู่ปอดได้ไหลลื่นขึ้น โดยมีกระบวนการวิธีการต่างๆ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะอาการของผู้ป่วยแต่ละบุคคลนั้น และยังมีวิธีอื่นๆ อีก ดังนี้

– การลดน้ำหนัก สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเกิดอาการนอนกรน เกิดจากผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวมาก ส่งผลให้มีการหย่อนของกล้ามเนื้อในช่องคอเกิดขึ้น ทั้งนี้หากสามารถลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ปัญหาการนอนกรนนี้ก็จะหมดไป

– การใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวกซีแพ็พ (CPAP) โดยการรักษาวิธีนี้จะช่วยเปิดขยายทางเดินหายใจส่วนต้น ไม่ให้ตีบแคบขณะนอนหลับ โดยหลักการทำงานของเครื่องนี้ จะเป็นการเป่าลมผ่านท่อสายยาง เข้าสู่จมูกของผู้ป่วยผ่านทางหน้ากากที่สวมครอบไว้ ซึ่งการใช้เครื่องนี้ต้องใช้จำเป็นต้องใช้ทุกครั้งเมื่อคุณนอนหลับ

– การใช้ฟันยาง ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีระดับอาการไม่รุนแรง และต้องได้รับการวินิจฉัยร่วมด้วยกับทันตแพทย์ในการประเมินและจัดทำฟันยางซึ่งมีลักษณะเฉพาะเป็นรายบุคคลไป การใส่ฟันยางนี้จะช่วยให้ทางเดินหายใจส่วนต้นกว้างขึ้น โดยการยื่นขากรรไกรล่างและลิ้นออกมาทางด้านหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ้นหรือเนื้อเยื่อในลำคอหย่อนอุดกั้นทางเดินหายใจขณะที่เรานอนหลับ

– การจี้คลื่นวิทยุไฟฟ้า เป็นการใช้คลื่นความถี่วิทยุจี้ที่บริเวณโคนลิ้น ช่วยยกกระชับเพดานอ่อน ทำให้ช่องทางเดินหายใจขยายกว้างขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนไม่รุนแรงนัก

– การผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการนอนกรนหรือมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับที่มีความรุนแรง โดยจะเป็นการผ่าตัดนำเอาเนื้อเยื่อที่หย่อนยานบริเวณลิ้นไก่และเพดานอ่อนออก หรือในบางรายมีปัญหาต่อมทอนซิลโต ก็จำเป็นต้องผ่าตัดนำต่อมทอนซิลออก เพื่อช่วยขยายช่องทางเดินหายใจให้กว้างขึ้นอีก

ขั้นตอนการดูแลผิวหน้าไม่ให้คล้ำเสีย

ขั้นตอนการดูแลผิวหน้าไม่ให้คล้ำเสีย

ขั้นตอนการดูแลผิวหน้า

ขั้นตอนการดูแลผิวหน้านั้นสำคัญมากๆ บางครั้งเมื่อเจอคนรู้จักดันได้คำทักทายว่า ทำไมหน้าคล้ำจัง ดังนั้นคงจะมีหลายคนที่เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง จนต้องส่องกระจกอยู่บ่อยๆ เพื่อตรวจสอบใบหน้าตัวเองอย่างจริงจัง บางคนอาจรู้สึกดาวน์จนไม่อยากไปพบเจอใครๆ บางคนส่องกระจกอย่างจริงจังแล้ว ก็พบว่าผิวหน้านั้นหมองคล้ำขึ้นจริงๆ จึงก่อให้เกิดความกังวลใจ ไม่สบายใจ และทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเองไปเลยก็มี บางคนถึงขั้นไม่กล้าออกสังคม แต่ปัญหาดังกล่าวก็มีวิธีดูแลให้ผิวหน้านั้น กลับมาสว่างสดใสได้เหมือนเดิมเช่นกัน ดังนั้นสำหรับคนที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ หรือว่าไม่ต้องการให้ผิวหน้าหมองคล้ำ ก็สามารถนำวิธีดูแลผิวหน้าที่เราแนะนำนี้ไปใช้ได้เลย เพื่อเป็นการบำรุงดูแลผิวให้สวยใสอยู่เสมอๆ

หน้าไม่คล้ำเสียด้วย 7 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด

การทำความสะอาดผิวหน้านั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งก่อนล้างหน้าก็ควรเช็ดเครื่องสำอางให้ออกหมด ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับผิวหน้าที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเรา เมื่อทำความสะอาดเสร็จ จึงควรล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง จากนั้นก็ใช้โทนเนอร์เช็ดอีกรอบ ซึ่งโทนเนอร์จะช่วยกระชับรูขุมขนและควรที่จะใช้โทนเนอร์ชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอล์และพาราเบน เพราะจะทำให้ผิวแห้งตึงเกินไป

ขั้นตอนที่ 2 ผลัดเซลล์ผิวเก่าออก

ทำไมต้องขจัดให้เซลล์ผิวเก่าออกไป เพราะว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ ก็มาจากที่เซลล์ผิวเก่าไม่หลุดลอกออกไปหรือหลุดลอกช้า ทำให้เกิดการหมักหมมของเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากจะทำให้ผิวหมองคล้ำแล้วยังทำให้ผิวเราหยาบกร้าน ส่งผลให้การดูดซึมของครีมบำรุงนั้นสามารถลงสู่ชั้นผิวหนังได้น้อยลง ดังนั้นเราจึงควรหมั่นสครับหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิว และจะได้มีเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ซึ่งจะทำให้หน้าดูกระจ่างใสขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 ประคบผิวหน้าด้วยไอน้ำและทาครีมบำรุง

วิธีง่ายๆ คือการประคบผิวหน้าด้วยไอน้ำ คือเตรียมน้ำอุ่นไว้ นำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น แล้วบิดหมาดๆ เสร็จแล้วก็นำมาประคบบนผิว เพื่อช่วยให้รูขุมขนเปิดออก กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบนใบหน้า หลังจากประคบหน้าแล้วก็ทาครีมบำรุงต่างๆ เพราะเมื่อรูขุมขุนเปิด การทาครีมบำรุงก็จะสามารถลงไปถึงชั้นที่ลึกที่สุดได้ สำหรับคนหน้ามันนั้น แนะนำว่าควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพราะจะลงไปอุดตันในรูขุมขนได้ อีกทั้งยังทำให้หน้ามันยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งในขณะที่ทาครีมอาจจะนวดหน้าเบาๆ ไปพร้อมกัน ก็จะยิ่งช่วยให้การทาครีมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 ทาครีมกันแดด

ขั้นตอนนี้เป็นอีกขั้นตอนสำคัญ เพราะในชีวิตประจำวันนั้นจำเป็นต้องเผชิญกับแสงแดด แสงจากจอคอมพิวเตอร์ และแสงจากจอโทรศัพท์มือถือ ซึ่งส่งผลต่อผิวหน้า ฉะนั้นจึงควรทาครีมกันแดดทุกวัน เผื่อป้องกันผิวจากแสงอันตราย เพราะแสงเหล่านี้จะทำให้เกิดฝ้า กระ และริ้วรอยต่างๆ

ขั้นตอนที่ 5 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ซึ่งจะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง รู้สึกสดชื่นได้ทุกวัน

ขั้นตอนที่ 6 ดื่มน้ำสะอาด

การดื่มน้ำที่สะอาดในจำนวนที่เพียงพอต่อร่างกายทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุลและส่งผลต่อผิว ซึ่งปริมาณน้ำที่ควรดื่มโดยเฉลี่ย คือ 6-8 แก้วต่อวัน

ขั้นตอนที่ 7 นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง และควรรีบนอนในช่วงที่โกรทฮอร์โมนทำงาน ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้เป็นฮอร์โมนที่จะช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกายและผิว หรือที่เรียกกันว่าฮอร์โมนหนุ่มสาว เวลาที่ฮอร์โมนชนิดนี้หลั่งออกมา คือ ช่วงเวลาตั้งแต่ 4 ทุ่ม จนถึงตี 5 และจะหลั่งออกมาดีที่สุดช่วงเวลาเที่ยงคืนจนถึงตอนตี 1 ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่เราหลับลึกที่สุด ดังนั้นเราจึงควรนอน5ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายได้รับโกรทฮอร์โมนอย่างเต็มที่ ฉะนั้นการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและนอนเวลาที่เหมาะสมนั้น จะสามารถช่วยให้ทั้งร่างกายและผิวพรรณเปล่งปลั่ง ใบหน้ากระจ่างใส สดชื่น และดูอ่อนกว่าวัย

ขั้นตอนการดูแลผิวหน้าไม่ให้คล้ำเสีย
อาการตาล้าคืออะไร อาการที่นักสล็อตยุคใหม่มักพบเจอ

อาการตาล้าคืออะไร อาการที่นักสล็อตยุคใหม่มักพบเจอ

อาการตาล้าคืออะไร อาการที่นักสล็อตยุคใหม่มักพบเจอ

อาการตาล้าคืออะไร

          อาการตาล้าคืออะไร ทำไมนักสล็อตออนไลน์ในยุคปัจจุบันจึงเป็นกันมาก สาเหตุนั้นเพราะว่า เนื่องจากเกมสล็อตในปัจจุบันสามารถเล่นผ่านมือถือ คอมพิวเตอร์ ระบบออนไลน์ต่างๆ ได้ จึงทำให้นักสล็อตทุกท่าน จ้องจออยู่ตลอดเวลาที่เล่น อาจทำให้เมื่อยล้าตาก็เป็นได้ ส่วนสาเหตุอื่นๆ และวิธีแก้จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

          อาการตาล้านั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โรคหรือภาวะความบกพร่องโดยตรง แต่เป็นคำที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ซึ่งผู้ป่วยมักใช้อธิบายเมื่อเกิดความรู้สึกมีอาการเมื่อยล้าสายตา โดยอาการทั่วไปของตาล้า จะประกอบด้วย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตา, ปวดศีรษะ ,ตามัว และบางครั้งมองเห็นภาพซ้อน บางครั้งอาจมีอาการปวดตา, ตาแดง และตากระตุกร่วมด้วย และอาจรู้สึกระคายเคืองบริเวณรอบดวงตา โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตา สาเหตุเนื่องจากทำงานในสภาพแสงสว่างไม่เพียงพอ หรือลักษณะท่านั่งในการทำงานไม่เหมาะสม

          อาการปวดเมื่อยล้านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณดวงตาเท่านั้น แต่ถ้าหากกล้ามเนื้อมีการเกร็งตัวมากจนเกินไป จากความตึงเครียด อาจเกิดความปวดเมื่อย ลามไปถึงใบหน้า, กราม, และขมับ ซึ่งอาการทั้งหลายนี้จะทำให้ร่างกายโดยรวมเกิดความอ่อนล้า ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และมีโอกาสทำงานผิดพลาดมากขึ้น

สาเหตุที่เป็นไปได้ของอาการตาล้า

          อาการตาล้าอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ รวมถึงการจ้องมองจอคอมพิวเตอร์เป็นวันๆ โดยไม่พัก, อ่านหนังสือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป, หรือเพ่งสายตาขับรถนานเกินไปโดยไม่หยุดพัก 50-90% ของคนที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำทุกวัน จะประสบปัญหาตาล้า (หรือปัญหาทางสายตาอื่นๆ) ซึ่งเป็นผลโดยตรงของการใช้สายตาจ้องอยู่หน้าจอ

          อาการตาล้าอาจจะมีความรุนแรงมากขึ้นสำหรับคนที่มีปัญหาสายตาอย่างอื่นอยู่แล้ว เช่น ตาเอียง (ภาวะความบกพร่องทางสายตาที่พบได้ทั่วไป ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการตาล้า), สายตาสั้น, หรือสายตายาว

          บ่อยครั้งที่อาการตาล้าเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณอาจมีปัญหาทางสายตาอย่างอื่นซ่อนอยู่ ดังนั้น เราจึงแนะนำว่าคุณควรไปรับการตรวจวัดสายตาเป็นประจำ นอกจากนี้ ควรทราบว่ายาบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการตาแห้งได้ ตาแห้งเป็นหนึ่งในอาการหลักของอาการตาล้า ถ้าหากคุณรับประทานยาบางชนิดอยู่ ยานั้นอาจมีผลเคียงข้างทำให้คุณมีอาการตาแห้งได้ ศึกษาเอกสารประกอบการใช้ยา เพื่อตรวจดูว่ามีกลุ่มอาการตาล้าอยู่ในรายการของผลข้างเคียงจาการใช้ยาด้วยหรือไม่

วิธีป้องกัน และลดความเสี่ยงจากโรคตาล้า

1.  จำกัดเวลาใช้สายตาในการทำกิจกรรม ยกอย่างเช่น การอ่านหนังสือ ทำงาน หรือเล่นสมาร์ทโฟนนานเกินไป และควรมีเวลาพักสายตาอย่างน้อย 20 วินาที ทุกๆ 20 นาที

2.  การกะพริบตาบ่อยๆ อาการตาล้าก็เกิดจากอาหารตาแห้งร่วมด้วย ดังนั้นการกระพริบตาบ่อยๆ จะช่วยให้ดวงตาชุ่มชื้นขึ้นได้

3.  ไม่ควรใช้สายตาในที่มืดหรือมีแสงน้อย หากต้องใช้สายตาทำงาน หรือทำกิจกรรมต่างๆ ต้องคำนึงถึงแสงสว่างแวดล้อม ดังนั้นควรต้องปรับแสงให้เหมาะสม

4.  ควรตั้งจอคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากสายตาในระยะ 20-26 นิ้ว ควรปรับแสงและระดับของหน้าจอให้เหมาะกับการมองเห็น ต้องไม่สว่างหรือมืดจนเกินไป

5.  เลือกสวมแว่นตาที่เหมาะสมกับการใช้งาน อย่างเช่น สวมแว่นสายตาขณะอ่านหนังสือ เมื่อออกกลางแจ้งสวมแว่นตากันแดดเพื่อเป็นการถนอมสายตา หรือสวมแว่นตากรองแสงสีฟ้าที่ใช้สำหรับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์

6.  ป้องกันไม่ให้ตาแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการนั่งหน้าพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ เพราะทำให้ดวงตาสัมผัสกับลมโดยตรง

แนะนำ PG Slot ค่ายสล็อตเล่นง่าย มือใหม่ก็เล่นได้ เครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก

          PG Slot ค่ายสล็อตเล่นง่าย มือใหม่ก็เล่นได้ สล็อตpg นั้นมีความโดดเด่น ในเรื่องของภาพที่ สวย สมจริง รูปแบบการคลื่นไหว 3 มิติ เอฟเฟค แสง สี เสียง ที่อลังการ ตื่นเต้น เร้าใจทำให้ผู้เล่นนั้นสนุกเพลินเพลิด กับการเล่นสล็อต จนไม่อาจวางมือจากการเล่นได้ ที่สำคัญ พีจีสล็อตนั้น เป็นเกมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับคุณอีกด้วย

          เว็บนี้เป็นเว็บสล็อตออนไลน์ ที่เปิดมายาวนานกว่า 10 ปี มีความน่าเชื่อถือ ทำให้คุณมั่นใจว่า คุณสามารถเล่น เกมสล็อต ได้ง่ายๆ และถอนได้จริง ไม่มีการโกงอย่างแน่นอน ตัวเกมสล็อตนั้น ยังมีเมนูภาษาไทย ทำให้เข้าใจง่าย และสามารถเล่นมือถือ สมาร์ทโฟนหลักพันได้ รองรับทั้งระบบ IOS Android 

          สมัครPG wallet รับโบนัสสูงสุดไปเลย 100% ยิ่งฝากมากยิ่งได้มาก เปิดโอกาสให้กับทุกคน ที่สนใจเล่นสล็อต ได้เริ่มต้นการเล่น สล็อตทุนน้อย ก็สามารถเดิมพันเริ่มต้น แค่ 1 บาท ก็สามารถเล่นได้แล้ว ถ้าคุณไม่ลองถือว่าพลาดโอกาสดีๆเป็นอย่างมาก

อาการตาล้าคืออะไร อาการที่นักสล็อตยุคใหม่มักพบเจอ
วิธีลดน้ำหนัก 9 วิธีได้ผลแน่นอน

วิธีลดน้ำหนัก 9 วิธีได้ผลแน่นอน

วิธีลดน้ำหนัก

         วันนี้เรา Olifun มาพร้อมกับ วิธีลดน้ำหนัก เพื่อนๆ เคยเป็นไหม ลองลดน้ำหนักมาก็หลายวิธีแต่ไม่สำเร็จสักที  ควบคุมอาหารก็แล้ว ออกกำลังกายก็แล้ว ต่อไปนี้จะเป็นเทคนิคเล็ก ๆ ที่ถ้าตั้งใจทำ รับรองว่าลดน้ำหนักได้อย่างที่ใจต้องการแน่ ๆ

9 วิธีได้ผลแน่นอน

วิธีลดน้ำหนัก 9 วิธีได้ผลแน่นอน

1. การออกกำลังกาย

          ให้เคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้น การออกกำลังกายช่วยลดปริมาณอาหารที่รับประทานและลดความหิว แนะนำให้การออกกำลังกาย “40 นาที 4 วันต่อสัปดาห์” เพียงแค่ 40 นาทีเท่านั้น ก็เพียงพอแล้ว โดยผู้เชี่ยวชาญ ได้แนะนำว่า ถ้าคุณหยุดพฤติกรรมของคุณ ไม่ว่าถ้าคุณหยุดการออกกำลังกาย หรือหยุดควบคุมอาหาร น้ำหนักก็จะกลับคืนมาอีกครั้ง วิธีที่จะทำให้คุณเกาะติดกับพฤติกรรม นั่นคือการหาคู่หูลดน้ำหนัก เพื่อนที่มีเป้าหมายลดน้ำหนักเหมือนกัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนและเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน

2. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด และเคี้ยวอาหารช้าๆ

          หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าถ้าจะลดน้ำหนักก็ต้องไม่กินข้าวสิ! ซึ่งจริงๆ แล้วการลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารไม่ได้หมายความว่าเราต้องมาอดอาหารนะ แต่เป็นการที่เราต้องกินอาหารให้ถูกต้อง ซึ่งวิธีการลดน้ำหนักด้วยตัวเองอย่างแรกที่แนะนำคือ การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด และเคี้ยวอาหารช้าๆ การเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด ช่วยให้เรากินอาหารช้าลง ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาหารที่เรารับเข้ามาในร่างกาย เพราะสมองต้องใช้เวลาในการเข้าใจว่าร่างกายของเราอิ่มแล้ว แล้วถึงใช้เวลาสั่งการให้เราหยุดกิน เรื่องนี้มีการศึกษาแนวสำรวจพฤติกรรมจำนวน 23 ชิ้นไว้ด้วยว่า คนที่กินอาหารเร็วๆ มีแนวโน้มน้ำหนักตัวขึ้นมากกว่าคนที่กินอาหารช้า

3. โปรตีนในอาหารทุกๆมื้อ

          มีการวิจัยอยู่มากมาย ว่าการรับประทานโปรตีนจะช่วยคงสภาพของกล้ามเนื้อ และช่วยลดปริมาณของไขมันในระหว่างที่ลดน้ำหนัก นั่นเป็นเพราะว่า ลิวซีนซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารจะช่วยคงสภาพของกล้ามเนื้อในระหว่างที่ลดน้ำหนัก และการคงสภาพของกล้ามเนื้อช่วยในการเผาผลาญพลังงาน

4. รับประทานอาหารเช้า

          คุณสามารถลดน้ำหนักได้เพียงแค่รับประทานอาหารเช้าเท่านั้น ความจริง การศึกษาหลายชิ้นได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่อดอาหารเช้าทำให้ลดน้ำหนักได้ยากกว่า ทำไม? นั่นเป็นเพราะว่าการรับประทานอาหารเช้านั้นทำให้คงระดับของฮอร์โมนที่ช่วยเร่งการเผาผลาญ

5. พยายามอย่างดอาหาร หรือลดมื้ออาหารลง

          การอดอาหารทำให้คุณหิว และบั่นทอนพลังใจของคุณ ดังนั้นควรรับประทานอาหารอย่างน้อย 3 มื้อต่อวัน การรับประทานอาหารถี่ ๆ ครั้งละน้อย ๆ ช่วยให้คุณควบคุมความหิวได้ กล่าวคือยิ่งแบ่งมื้ออาหารเป็นหลายมื้อ จะทำให้เราได้กินได้น้อยลง เพราะความอิ่มยังคงอยู่

6. ค่อยเป็นค่อยไป

          โดยปกติแล้วการลดน้ำหนักจะสำเร็จได้มากกว่าหากทำอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป” ประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งการลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป น้ำหนักที่ลดได้ก็คือไขมัน หากลดเร็วเกินไป บางครั้ง สิ่งที่ลดอาจจะไม่ใช่ไขมัน แต่คือน้ำในร่างกาย หรือกล้ามเนื้อ

7. หาคู่หูลดน้ำหนัก

          คู่หูลดน้ำหนักจะช่วยเป็นกำลังใจให้คุณ และจะช่วยให้คงพฤติกรรมในการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย ให้หาคนที่มีเป้าหมายเช่นเดียวกันกับคุณ หลังจากนั้นให้ช่วยหาพฤติกรรมที่ทำให้รับประทานอาหารมากเกินไป และออกกำลังกายน้อยเกินไปของทั้งสองคน และช่วยกันคิดว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างไร

8. ทานอาหารสีรุ้ง

          อาหารสีรุ้ง หมายถึง ผักและผลไม้ แคลอรี่ต่ำ และไม่มีไขมัน อีกทั้งประกอบด้วยใยอาหาร วิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินเค กรดโฟลิก โปแตสเซียม ยิ่งอาหารที่รับประทานมีสีรุ้งมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อสุขภาพมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคหัวใจ และป้องกันเบาหวานอีกด้วย ข้าวกล้อง และธัญพืช มีใยอาหาร จะถูกย่อยและถูกดูดซึมได้ช้ากว่า สะสมเป็นไขมันได้น้อยกว่า ดังนั้นแนะนำให้คุณรับประทานข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมื้อ

9. ให้รางวัลกับตนเอง

          ถ้าคุณทำตามและถึงเป้าหมาย เช่น ลดน้ำหนักได้ 5 กิโลกรัม คุณก็ควรให้รางวัลกับตนเอง มีการศึกษาครับว่าการให้รางวัลกับตนเองจะช่วยให้เกาะติดกับโปรแกรมได้นานกว่า เพียงแต่ “อย่าใช้อาหารเป็นรางวัล” คุณอาจให้รางวัลกับตนเองด้วยการไปดูหนัง หรือไปเที่ยวพักผ่อน

โรคนิ้วล็อค ทำความรู้จัก ที่นักสล็อตยุคใหม่มักจะพบเจออยู่บ่อย ๆ

โรคนิ้วล็อค ทำความรู้จัก ที่นักสล็อตยุคใหม่มักจะพบเจออยู่บ่อย ๆ

โรคนิ้วล็อค

          OliFun กับการดูแลสุขภาพประจำวัน วันนี้เรามาพร้อมกับ โรคนิ้วล็อค ทำความรู้จัก ที่นักสล็อตยุคใหม่มักจะพบเจออยู่บ่อย ๆ เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของนิ้วมือที่พบได้บ่อยมากที่สุด โดยโรคนิ้วล็อคพบได้ทั้งกลุ่มคนวัยทำงานไปจนถึงวัยชรา  โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงคือกลุ่มคนที่ต้องทำงานในลักษณะที่มีการเคลื่อนไหวมือซ้ำๆ เช่น คนที่ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เกือบตลอดเวลา เพราะต้องจับเมาส์ท่าเดิมตลอดเวลา รวมทั้งในกลุ่มงานเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ต้องใช้มือในการทำงาน เช่น ช่างไม้ ช่างตัดเสื้อ นักเขียน คนทำครัว แม่บ้าน คนทำสวน และยังรวมไปนักกีฬาบางประเภท หรือแม้กระทั่งนักสล็อตทั้งหลายที่เล่นสล็อตผ่านมือถือก็เป็นได้เช่นกัน

ทำความรู้จัก กับโรค ที่นักสล็อตยุคใหม่มักจะพบเจออยู่บ่อย ๆ

โรคนิ้วล็อค ทำความรู้จัก ที่นักสล็อตยุคใหม่มักจะพบเจออยู่บ่อย ๆ

สาเหตุหลักของอาการนิ้วล็อค

          เกิดจากการอักเสบของเส้นเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นที่ใช้ในการงอนิ้วมือซึ่งอยู่บริเวณ ช่วงโค่นของนิ้วมือ โดยเส้นเอ็นที่บาดเจ็บจะเกิดการหนาตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การขยับเคลื่อนไหวของนิ้วทำได้ยาก การเหยียดนิ้วเพื่อทำกิจกรรมต่างในชีวิตประจำวันเป็นไปด้วยความยากลำบาก หากอาการรุนแรงมากนอกจากจะรู้สึกเจ็บปวดแปร๊บๆ บริเวณนิ้วแล้ว บางครั้งนิ้วจะมีเกิดการค้างตึงไม่สามารถยึดเหยียดได้สุด หรือเมื่อเหยียดออกไปแล้วไม่สามารถงอกลับมาได้

          สำหรับเหตุที่ทำให้เกิดอาการอักเสบที่เส้นเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นที่บริเวณนิ้วนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่หลักๆ แล้วเกิดจากการใช้งานนิ้วมือหนักและนานเกินไป โดยไปสร้างแรงกดทับและเสียดสีให้กับเส้นเอ็น ทั้งจากการยกของหนักเป็นประจำ คนที่ทำกิจกรรมที่ต้องมีการกำมือแน่นเกือบตลอดเวลา

          นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการที่ในยุคนี้ผู้คนมีการใช้งาน โทรศัพท์สมาร์ทโฟนกันมากขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการป่วยโรคนิ้วล็อค เพราะนิ้วมือถูกใช้งานหนักต่อเนื่องซ้ำๆ ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อนิ้วมือและฝ่ามือเกิดอาการเมื่อยล้า ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบได้เช่นกัน

อาการนิ้วล็อค

          ระดับที่ 1 มีอาการปวดบริเวณโค่นนิ้วมือ กดแล้วรู้สึกเจ็บ เวลางอหรือเหยียดนิ้วอาจจะรู้สึกขัดๆ แต่ก็ยังไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาการนิ้วล็อคสามารถเกิดขึ่นได้กับทุกนิ้ว อาจเกิดกับนิ้วใดนิ้วหนึ่งหรือเกิดพร้อมกันหลายนิ้วก็ได้โดยนิ้วโป้งจะมีภาวะเสี่ยงต่ออาการนิ้วล็อคมากกว่านิ้วอื่น

          ระดับที่ 2 เริ่มมีอาการสะดุดเวลางอและเหยียดนิ้ว บางครั้งอาจรู้สึกปวด แต่เมื่อเหยียดและงอสลับกันไปสักพักอาการปวดก็หายไปยังสามารถเหยียดนิ้วได้สุด

          ระดับที่ 3 นิ้วเริ่มมีอาการติดล็อค งอและเหยียดได้ไม่สุด ต้องใช้มืออีกข้างช่วยยืดถึงจะสามารถเหยียดนิ้วที่มีอาการนิ้วล็อคได้สุด เวลางอนิ้วก็มีอาการแบบเดียวกัน

          ระดับที่ 4 นิ้วติดล็อคไม่สามารถเหยียดให้สุดได้ โดยมักจะเกิดกับนิ้วมือข้างที่ถนัดหรือใช้งานอยู่เป็นประจำ นิ้วจะมีอาการบวมชาแข็ง รุนแรงถึงขั้นใช้งานไม่ได้เลย

วิธีรักษานิ้วล็อค

  1. ใช้วิธีทางกายภาพบำบัด
  2. วิธีฉีดยาสเตียรอยด์
  3. รักษาด้วยการผ่าตัด
  4. รักษาด้วยตัวเองในเบื้องต้น โดยวิธีง่ายๆ สามารถทำได้เองดังนี้

          4.1 ท่าบริหารยกนิ้วท่าบริหารยกนิ้วสามารถทำได้ง่ายและไม่ต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติม เริ่มจากวางมือลงบนโต๊ะหรือพื้นที่มีลักษณะเรียบ จากนั้นค่อย ๆ ยกนิ้วแต่ละนิ้วโป้งขึ้นอย่างช้า ๆ และปราศจากการเกร็ง โดยทำค้างไว้ 2 วินาทีและทำให้ครบทั้ง 10 นิ้ว

          4.2 ท่าบริหารงอปลายนิ้วเริ่มจากค่อย ๆ งอปลายนิ้วโป้งและบริเวณข้อต่อกลางระหว่างนิ้วลง เมื่องอจนรู้สึกตึงแล้วให้ค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นจึงคลายออกพร้อมสลับทำให้ครบทั้ง 10 นิ้ว จะช่วยบรรเทาความปวดและลดความฝืดของนิ้วได้ดี

          4.3 ท่านวดกดจุดการนวดกดจุดจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อและพังผืดคลายตัว โดยเริ่มจากแบฝ่ามือข้างซ้ายพร้อมใช้นิ้วโป้งกดจุดบริเวณกึ่งกลางข้อมือ ต่อมาคลึงบริเวณอุ้งมือและกลางฝ่ามือ จากนั้นใช้นิ้วโป้งคลึงบริเวณข้อต่อของนิ้วแต่ละนิ้ว สุดท้ายดัดนิ้วทั้ง 5 นิ้วไปด้านหลังอย่างช้า ๆ ให้ได้มากที่สุด ซึ่งทุกท่าของการนวดกดจุดควรทำค้างไว้ 10 -15 วินาที ก่อนจะเปลี่ยนท่าและสลับข้าง

          4.4 การแช่น้ำอุ่นการทำสปามือด้วยการแช่น้ำอุ่นถึงข้อมือเป็นเวลา 15 – 20 นาทีต่อวัน นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเส้นเอ็นตึงแล้ว ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก โดยทางทีมข่าวสดขอแนะนำให้เพิ่มสมุนไพรต่าง ๆ ไม่ว่าจะขมิ้น, มะกรูด, ขิง, ไพล หรือตะไคร้ เพื่อเพิ่มความผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

แนะนำสล็อตออนไลน์ เล่นผ่านมือถือได้ง่าย ๆ อย่างเกม Ninja vs Samurai

          Ninja vs Samurai นินจาปะทะซามูไร เกมสุดน่าลอง น่าเล่น หลายๆเกมของค่าย PG อาจจะมาในธีมของทางตะวันตก หรือทางประเทศจีน ที่จะมาในแนวความเชื่อ หรือโชคลาภ แต่เกมนี้จะมาในธีม แอคชั่น แบบญี่ปุ่น กับนักสู้ 2 สไตร์ เรื่องชื่อ จากทางญี่ปุ่น นั่นคือ นินจา และ ซามูไร เกมนี้เป็นที่น่าเล่นมาก ยิ่งใครชอบสไตร์แบบนี้ ยิ่งไม่ควรพลาด

          Ninja vs Samurai นินจาปะทะซามูไร เป็นสล็อตวิดีโอ 5 รีล 3 แถว ที่มี Wilds-on-the-Way ซึ่งในตัวเกมจะมีสัญลักษณ์พิเศษ scatter และ สัญลักษณ์พิเศษ wild ให้คุณสามารถลุ้นรับเงินรางวัลใหญ่ ๆ อย่าง super mega win ได้ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้นักเดิมพันต่างสนใจเกมนี้ก็เป็นได้ แน่นอนว่าความพิเศษมันคงจะไม่ได้อยู่ที่ในสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว ในตัวเกมนี้ยังมีค่า RTP ในการออกโบนัสค่อนข้างที่จะสูงอีกด้วย ซึ่งค่า RTP ของเกมนี้จะอยู่ที่ 97.44% และฟรีสปินพร้อมคุณสมบัติการเดิมพัน ลุ้นโอกาสรับรางวัลฟรีสปินสูงสุด 20 ครั้งและทวีคูณ x15000 เมื่อมีสัญลักษณ์สแคทเตอร์ 4 ตัวหรือมากกว่าที่เปิดใช้คุณสมบัติฟรีสปิน

          เกมนี้เป็นเกมสล็อตภาพสวย เล่นง่าย แตกได้แตกดี เหมาะสำหรับนักสล็อตทุกท่าน อย่ารอช้า ไปลองกันเลย